ธุรกิจพลิกกลยุทธ์ รับมือสุญญากาศ ตั้งรัฐบาลช้า
ผลการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม ที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ซึ่งถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ได้เสียงสนับสนุนจาก ส.ส.และ ส.ว.เพียง 324 เสียง ไม่ถึงกึ่งหนึ่ง 375 เสียง จึงยังไม่ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี
ทำให้สิ่งที่ภาคเอกชนหวั่นเกรงและส่งเสียงดังๆ มาโดยตลอดคือ การฟอร์มรัฐบาลชุดใหม่ต้องรวดเร็ว อย่าปล่อยให้เกิดช่วงสุญญากาศนานเกินไปเพราะจะกระทบต่อเศรษฐกิจ
ทั้งความเชื่อมั่นในภาพรวม และขาดกระสุนอย่างงบประมาณ 2567 ในการ กระตุ้นให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้ มีแนวโน้มจะเป็นจริง
ก่อนหน้านี้ “กฤษฎา จีนะวิจารณะ” ปลัดกระทรวงการคลัง ออกมาให้ความเชื่อมั่นว่า กระทรวงได้เตรียมการรองรับเรื่องนี้ หากการเมืองยังไม่สะเด็ดน้ำ การเบิกจ่ายงบประมาณปี 2567 จะล่าช้าอย่างมากที่สุดคือ 6 เดือนจากปฏิทินงบประมาณ กระทบต่องบรายจ่ายลงทุนซึ่งเป็นงบขับเคลื่อนจีดีพีให้เศรษฐกิจขยายตัว 0.05% พูดง่ายๆ คือ จีดีพีจะหดตัว 0.05% คลังจึงเตรียมเม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจทดแทนงบปี 2567 ในช่วงที่ยังไม่มีผลบังคับใช้ประมาณ 1 แสนล้านบาท
อย่างไรก็ดี ขณะนี้ยังไม่มีฉากทัศน์ชัดเจนว่าการฟอร์มรัฐบาลชุดใหม่จะใช้เวลาเนิ่นนานแค่ไหน แม้จะเปิดให้มีการโหวตนายกฯรอบที่สอง ในวันที่ 19 กรกฎาคมนี้ จะมีนายกฯมาจัดตั้งรัฐบาลเพื่อเดินหน้าบริหารประเทศได้หรือไม่ เป็นเรื่องที่ภาคเอกชนน่าจะร้อนใจมากที่สุด
แน่นอนว่าภาคเอกชนคงไม่อยู่เฉยเพื่อรอให้การเมืองนิ่ง มีรัฐบาล เพราะมีเรื่องธุรกิจของตัวเองเป็นเดิมพัน!!
ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย (อีคอนไทย) ระบุว่า ในปี 2566 นี้ ยังเป็นอีกปีที่เศรษฐกิจไทยยังไม่ดีเท่าที่ควร แม้ในส่วนของการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ จะเริ่มเห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้นแล้ว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเศรษฐกิจไทยยังโดนซ้ำเติมด้วยเรื่องทางการเมืองที่ยังไม่เข้าที่เท่าที่ควร เพราะยังมีความอลเวง
ทางภาคเอกชนรวมถึงนักลงทุนจึงยังมีความเป็นห่วงในเรื่องนี้ อยากให้มีการจัดตั้งรัฐบาลโดยเร็วและอยากให้มีการตั้งทีมที่รู้ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ หรือตั้งทีมเศรษฐกิจที่สามารถทำงานได้เลย แต่ปัจจุบันมีการเล่นการเมืองโดยแบ่งเป็น 3 ขั้ว คือ พรรคก้าวไกล พรรคเพื่อไทย และพรรคการเมืองขั้วเก่า สุดท้ายจะกลายเป็นการเมืองสามเส้าหาทางออกไม่ได้ เราก็จะกลับไปสู่วังวนเดิม ที่เกิดความวุ่นวายทางการเมือง
เหมือนในอดีต
ในมุมมองของนักธุรกิจมีการปรับตัว โดยเฉพาะในเรื่องของการจ้างงาน แม้ว่าตอนนี้จะได้รับผลกระทบจากเรื่องการส่งออกที่ยังติดลบในช่วงครึ่งแรกของปี 2566 แต่ในเรื่องของการผลิตสินค้ายังพอสามารถเดินหน้าต่อได้ เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่ของบริษัทเป็นผู้ประกอบการนำเข้าและส่งออกสินค้า ซึ่งถือว่าสถานการณ์เลวร้ายกว่าช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19
ส่งผลให้กำลังการผลิตกลับมาอยู่ที่ประมาณ 60-62% อย่างน้อยควรกลับมาอยู่ที่ 85% จาก 100% ในช่วงก่อนเกิดสถานการณ์โควิด-19 เพื่อให้ธุรกิจยังสามารถดำเนินต่อได้ จึงถือเป็นอีกโจทย์หนึ่งที่รัฐบาลชุดใหม่จะต้องรีบเข้ามาแก้ไข โดยเฉพาะเรื่องการหาตลาด หรือคู่ค้าใหม่ๆ เพื่อให้การผลิตสินค้า หรือสินค้าที่ค้างสต๊อกอยู่สามารถกระจายออกได้ ซึ่งจะสามารถช่วยประคองเรื่องการจ้างงานได้อีกด้วย
ธนิต ระบุอีกว่า คงปฏิเสธไม่ได้ว่าในช่วงนี้หน่วยงานรัฐส่วนใหญ่เริ่มเข้าสู่เกียร์ว่างแล้ว หลายโครงการและมาตรการที่ควรจะดำเนินต่อเริ่มหยุดชะงัก การกระทำดังกล่าวส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจอย่างมาก เพราะหากยังเคลียร์เรื่องการโหวตนายกรัฐมนตรีไม่ได้ การเบิกจ่ายงบประมาณต่างๆ ก็จะถูกยืดออกไป จากที่คาดว่าในช่วงครึ่งหลังของปี 2566 จะมีมาตรการเรื่องการท่องเที่ยว การผลักดันภาคการส่งออก หรือการดูแลเรื่องราคาน้ำมัน ก็จะได้รับผลกระทบทั้งหมด และหากกรณีร้ายแรง ผลการจัดตั้งรัฐบาลเกิดการเปลี่ยนขั้วจะส่งผลให้เกิดม็อบลงถนนอย่างแน่นอน ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้นอย่างยิ่ง
ดังนั้น แม้ภาคธุรกิจจะมีการปรับตัว แต่ในส่วนของนักลงทุนในช่วงสถานการณ์แบบนี้คงยังไม่มีใครกล้าเข้ามาลงทุนแน่นอน ตอนนี้หลายประเทศเริ่มจับตามองมาที่ประเทศไทยแล้ว จากเดิมที่คาดว่าความวุ่นวายทางการเมืองจะไม่กระทบต่อการท่องเที่ยวและการลงทุน แต่จากข่าวที่ถูกตีแผ่ออกไปในสื่อต่างประเทศ ชัดแล้วว่าต่างชาติเริ่มมีความกังวลว่าจะเกิดเหตุการซ้ำเหมือนในอดีต อาทิ การชุมนุมของเสื้อเหลือง และเสื้อแดง
“แม้ภาคธุรกิจจะปรับตัวแค่ไหน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดยังคงเป็นเรื่องของการเร่งให้มีการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ และทำให้การเมืองไทยนิ่งที่สุด เพื่อเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุน รวมถึงเรียกความมั่นใจของนักท่องเที่ยวบางประเทศ ให้กลับมาโดยด่วน ก่อนที่จะสายเกินแก้ไข” รองประธานอีคอนไทยกล่าวทิ้งท้าย
ส่วนของกลุ่มอสังหาริมทรัพย์นั้น อุทัย อุทัยแสงสุข ประธานผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เห็นว่า แม้สถานการณ์การเมืองยังไม่แน่นอน แต่บริษัทยังคงเดินหน้าเปิดโครงการใหม่ๆ ตามแผนที่วางไว้ ปีนี้จะเปิด 52 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 75,000 ล้านบาท เป็นแนวราบ 30 โครงการ มูลค่า 50,700 ล้านบาท และคอนโดมีเนียม 22 โครงการ มูลค่า 24,300 ล้านบาท ซึ่งผ่านมา 6 เดือน เปิดโครงการใหม่แล้วกว่า 20 โครงการ มียอดขายแล้ว 25,000 ล้านบาท และครึ่งปีหลังจะเปิด 30 โครงการ ทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด คอนโดฯ มูลค่าโครงการรวม 40,000 ล้านบาท โดยมีแผนแก้ปัญหาทั้งการเมืองไม่นิ่ง ดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น หนี้ครัวเรือนสูง กระทบต่อการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย
ในระยะสั้นช่วงไตรมาส 3 เน้นจัดโปรโมชั่นราคาพิเศษ รวมถึงเน้นทำตลาดลูกค้าต่างชาติมากขึ้น ซึ่งครึ่งปีแรกของปีนี้มียอดขายแล้ว 4,000 ล้านบาท จากเป้าทั้งปี 12,000 ล้านบาท โดยจีนยังเป็นลูกค้าหลัก 60% ที่เหลือเป็นพม่า กัมพูชา รัสเซีย โดยร่วมเอเยนต์จัดโรดโชว์หลายประเทศ เช่น ฮ่องกง ไต้หวัน จีน เกาหลี
นี่เป็นเพียงตัวอย่างที่ภาคเอกชนต้องเดินหน้าธุรกิจ ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองไทย ที่ยังต้องลุ้น
ลุ้นทั้งผลการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ลุ้นทั้งการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่

