หน้าแรก เศรษฐกิจ ‘ททท.’ กางแผน...

‘ททท.’ กางแผนปี 67 ชู 5 ทิศทางปั้นท่องเที่ยวไทยขึ้นแท่นผู้นำอย่างแท้จริง

19.07.23 | 06:12 น.

‘ททท.’ กางแผนปี 67 ชู 5 ทิศทางท่องเที่ยวไทยขึ้นแท่นผู้นำอย่างแท้จริง ปั้นรายได้ 3 ลลบ.

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ และว่าที่ผู้ว่าการ ททท. คนใหม่ เปิดเผยว่า ทิศทางการส่งเสริมตลาดท่องเที่ยวประจำปี 2567 ททท.จะผลักดันอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยหมุดหมายสำคัญคือการนำประเทศไทยติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลกที่สร้างรายได้รวมจากนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงสุด ซึ่งตั้งเป้าหมายไว้ที่ 1.92 ล้านล้านบาท จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 35 ล้านคน ด้านตลาดในประเทศ ตั้งเป้าสร้างรายได้ 1.08 ล้านล้านบาท จากนักท่องเที่ยวไทย 200 ล้านคน-ครั้ง โดยใช้กลยุทธ์กระตุ้นการเดินทางข้ามภูมิภาค ทำให้ตลอดปี 2567 ประเทศไทยจะต้องมีรายได้รวมของการท่องเที่ยว 3 ล้านล้านบาท ใกล้เคียงกับปี 2562 ก่อนเกิดสถานการณ์โควิด-19 ระบาด

“ในปี 2567 ททท.จะส่งเสริมตลาดต่างประเทศภายใต้แคมเปญการสร้างสายสัมพันธ์ที่มีความหมายกับสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัว สื่อสารให้เห็นมุมมองของการท่องเที่ยวที่เต็มไปด้วยประสบการณ์ท่องเที่ยวที่มีความหมายตลอดช่วงเวลาการพำนักในประเทศไทย โดย ททท.หวังผลระยะยาวที่จะสร้างสัมพันธ์แนบแน่นกับนักท่องเที่ยวให้กลับมาเยือนประเทศไทยซ้ำ ต่อยอดการขยายวันพักเฉลี่ยและการใช้จ่าย บอกต่อประสบการณ์แก่คนรอบตัวให้มาเที่ยวประเทศไทยต่อไป เพื่อให้ภาคท่องเที่ยวไทยเป็นผู้นำอย่างแท้จริง ต้องมุ่งตอบสนองทุกกลุ่มวัฒนธรรมย่อย เพราะเป็นกลุ่มที่จะช่วยตอบโจทย์ที่พร้อมเดินทางเข้าไทยอย่างต่อเนื่องและตลอดทั้งปี” นางสาวฐาปนีย์ กล่าว

นางสาวฐาปนีย์ กล่าวว่า การดำเนินงานของ ททท.ในปี 2567 จะให้ความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์ทรงคุณค่า เพื่อส่งมอบไปยังกลุ่มเป้าหมายนักท่องเที่ยวคุณภาพ ด้วยกลยุทธ์ “PASS” ประกอบด้วย 1. Partnership 360 ร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในและนอกอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแบบ 360 องศา 2. Accelerate Access to Digital World เหยียบคันเร่งการพัฒนาองค์กรบนพื้นฐานการตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและเทคโนโลยีดิจิทัล 3. Sub-Culture Movement การลงลึกถึงในระดับความเคลื่อนไหวของกลุ่มวัฒนธรรมย่อย และ 4. Sustainably NOW มุ่งสู่ความยั่งยืนแบบทันที รวมถึงดำเนินกลยุทธ์ “The LINK : Local to Global” เชื่อมการทำงานแบบบูรณาการของสำนักงาน ททท.ทั้งตลาดในและต่างประเทศเข้าด้วยกัน

นางสาวฐาปนีย์ กล่าวว่า ทิศทางการส่งเสริมตลาดต่างประเทศในปี 2567 ททท.จะมุ่งสร้างรายได้จาก 10 ตลาดหลัก แบ่งเป็นตลาดระยะใกล้ 7 ตลาด ได้แก่ จีน มาเลเซีย เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย สิงคโปร์ และเวียดนาม ส่วนตลาดระยะไกลอีก 3 ตลาด คือ รัสเซีย สหราชอาณาจักร และสหรัฐ โดยมี 5 ทิศทางหลัก ได้แก่ 1.ส่งเสริมภาพลักษณ์แบรนด์ประเทศไทยด้านความยั่งยืนในมิติสังคมและสิ่งแวดล้อม ททท.ต้องการส่งเสริมการเดินทางที่ไม่สร้างภาระให้ชุมชน กระจายรายได้อย่างทั่วถึงและไม่กระจุกตัว ซึ่งททท.มีแนวคิดปรับจุดขายใหม่อย่างจริงจัง ด้วยการปรับภาพจำใหม่ทั้งองคาพยพให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

นางสาวฐาปนีย์ กล่าวต่อว่า 2.รุกเปิดตลาดใหม่ ดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพเข้ามาเที่ยวไทยตลอดทั้งปี โดยเฉพาะตลาดระยะไกลในภูมิภาคยุโรป อาทิ สาธารณรัฐเช็ก โปแลนด์ โรมาเนีย และบัลแกเรีย หลังตั้งสำนักงานในกรุงปรากเมื่อปี 2559 โดยในปีหน้าจะมุ่งเจาะกลุ่มคู่รักและครอบครัวที่ยังไม่เคยเดินทางมาไทย ด้วยการดึงเที่ยวบินเช่าเหมาลำ (ชาร์เตอร์ไฟลต์) อาทิ เที่ยวบินจากโปแลนด์เข้าสู่พื้นที่นำร่องในภูเก็ตและกระบี่ ขณะที่ภูมิภาคตะวันออกกลาง เน้นตลาดซาอุดีอาระเบีย หลังการฟื้นสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-ซาอุฯ รอบ 32 ปี โดยในปี 2566 คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวซาอุฯ เดินทางเข้าไทยไม่น้อยกว่า 1.5 แสนคน และตั้งเป้าปี 2567 ตั้งเป้าดึง 2-2.5 แสนคน 3.การแสวงหาความร่วมมือกับคู่ค้ารายใหม่ และขยายความร่วมมือกับคู่ค้ารายใหญ่ เช่น ส่งเสริมกิจกรรมการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นำเสนอประสบการณ์ท่องเที่ยวแบบหรูหรา ขณะเดียวกันแบรนด์ “Amazing Thailand” ถือเป็นแบรนด์ที่ทรงอิทธิพลอย่างมากในสายตานักท่องเที่ยวทั่วโลก โดย ททท.จะทำ Co-Brand ร่วมกับแบรนด์ระดับโลกในพื้นที่ต่างๆ เช่น แบรนด์เสื้อผ้าชั้นนำในละตินอเมริกา

Advertisement

นางสาวฐาปนีย์ กล่าวว่า 4.การเชื่อมโยงการท่องเที่ยวทางบก เพื่อเพิ่มช่องทางการเข้ามาเที่ยวในประเทศไทย เพราะแม้ที่ผ่านมา ททท.ได้ระดมสรรพกำลังในการผนึกความร่วมมือจากพันธมิตรแล้วก็ตาม แต่จากปัจจัยภายนอกในเชิงธุรกิจของสายการบินในต่างประเทศ ทำให้ภาพรวมในปี 2566 มีจำนวนที่นั่งโดยสารฟื้นตัว 60-70% ของปี 2562 และในปี 2567 หวังว่าจากการผลักดันของทุกภาคส่วนจะสามารถเปิดคอขวดการเดินทางทางอากาศให้กลับไปเท่าปี 2562 และ 5.การใช้พลังของสื่อสังคมออนไลน์ นำเสนอดิจิทัลคอนเทนต์ที่โดนใจ พร้อมให้ความสำคัญกับฐานข้อมูลเพื่อตอบโจทย์กลยุทธ์ตรงกับกลุ่มเป้าหมายนักท่องเที่ยวอย่างมากที่สุด