หน้าแรก เศรษฐกิจ เอกชนชี้ขั้วอ...

เอกชนชี้ขั้วอำนาจเดิมสกัดเพื่ออุ้มกลุ่มทุน หาก ‘พิธา’ ไม่ผ่าน หวังก้าวไกลร่วมรัฐบาล

19.07.23 | 08:38 น.

เอกชนชี้ขั้วอำนาจเดิมสกัดเพื่ออุ้มกลุ่มทุน หาก ‘พิธา’ ไม่ผ่าน หวังก้าวไกลร่วมรัฐบาลปฏิรูปสังคม

เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม นายอิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงกรณีการโหวตนายกรัฐมนตรี รอบที่ 2 ในวันที่ 19 กรกฎาคม ว่า ในความเห็นส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับตำแหน่งรองประธาน ส.อ.ท. มองว่า การที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร (ส.ส.) บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคก้าวไกล จะได้รับคะแนนโหวตรอบที่ 2 ให้เป็นนายกรัฐมนตรีถือเป็นเรื่องที่ยากมาก จากสถานการณ์ปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ขอแสดงความนับถือ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) 13 คน ที่ได้ลงมติ เห็นชอบ ให้นายพิธา เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นไปตามเสียงข้างมากของประชาชนที่เลือกตั้ง ขณะที่การโหวตครั้งที่ 2 หวังว่า ส.ว. จะกล้าลงมติรับรองเห็นชอบการโหวตเห็นชอบนายกรัฐมนตรีจากพรรคการเมืองเสียงข้างมาก มากกว่า 13 คน

นายอิศเรศกล่าวว่า สำหรับส.ว.ที่ไม่สบายใจในการปฏิบัติหน้าที่โหวตนายกฯ ก็น่าเลือกการยุติการปฏิบัติหน้าที่ หรือลาออก เหมือนกับกรณี น.ส.เรณู ตังคจิวางกูร หนึ่งใน ส.ว.ที่ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมา หรือก่อนโหวตนายกนายกรัฐมนตรีเพียง 1 วัน แทนการไม่มาประชุม หรือ งดออกเสียง ซึ่ง ส.ว.สามารถลาออกได้ทั้งก่อนเปิดโหวตในวันที่ 19 กรกฎาคม หรือลงคะแนนเสร็จประกาศลาออกก็ได้เช่นกัน

นายอิศเรศกล่าวอีกว่า สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ เข้าใจว่าเป็นเกมการเมือง ซึ่งไม่ใช่แค่ไม่เห็นด้วยกับเรื่องการแก้ ม.112 แล้วจะไม่สนับสนุนพรรคก้าวไกล แต่ขั้วอำนาจเดิมมองว่า หากพรรคก้าวไกลเข้ามาบริหาร อาจจะขัดเรื่องทุนนิยมผูกขาดและอำนาจนิยม ดังนั้นจึงไม่อยากให้พรรคก้าวไกลเข้ามาเป็นรัฐบาล ขณะเดียวกัน พรรคก้าวไกล ก็มีนโยบายที่สุดโต่งเกินไป และไม่คาดคิดว่าพรรคตัวเองจะชนะการเลือกตั้งมาเป็นแกนนำรัฐบาลจัดตั้งรัฐบาลได้จึงไม่ได้เตรียมตัวเอาไว้ก่อน

“ต่างฝ่ายต่างดึงดันเข้าสู่ ภาวะเดดล็อก (Deadlock) ทางการเมือง กล่าวคือ ฝ่ายชนะการเลือกตั้งเดินหน้าสู่สิ่งที่เคยหาเสียงไว้แบบเต็มรูปแบบ ทั้งๆ ที่คุมความได้เปรียบมากมาย ด้วยเสียงสนับสนุนจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ส่วนฝ่ายที่พ่ายแพ้การเลือกตั้งและกำลังจะสูญเสียอำนาจทั้งทางเศรษฐกิจและการปกครองก็ต่อสู้ทุกรูปแบบ โดยใช้เครื่องมือเดิมๆ คือ นิติสงครามซึ่งมาจากนิติบริกร” นายอิศเรศกล่าว

Advertisement

นายอิศเรศกล่าวว่า ดังนั้น ท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ และความเดือดร้อนของประชาชนรวมถึงปัญหาสังคมอื่นๆ ที่รออยู่มากมาย ควรจะมีทางออกที่ประเทศจะบอบช้ำน้อยที่สุด ทุกฝ่ายจะได้มีสติในการตัดสินใจ และยอมถอยคนละครึ่งก้าว โดย 1.กลไก ส.ส. รวบรวมเสียงพรรคร่วมรัฐบาลให้กว่า 312 เสียง และจัดทำนโยบายรัฐบาลที่เดินสายกลาง ไม่สุดโต่งจนเกินไป 2.กลไก ส.ว. ที่มีวุฒิภาวะที่ดี และ 3.ประชาชนและกองเชียร์ของทุกฝ่ายควรส่งเสียงเชียร์อย่างมีความอดทน และไม่สร้างเงื่อนไขให้นำไปสู่ความรุนแรงใดๆ ทั้งนี้ เพื่อให้มีทางออกทางการเมือง และอนาคตที่ดีของประเทศไทย

นายอิศเรศกล่าวว่า อย่างไรก็ดี มีความเห็นว่าไม่อยากให้พรรคก้าวไกลกลับไปเป็นฝ่ายค้าน และไม่อยากให้ขั้วอำนาจเดิมกลับขึ้นมาเป็นรัฐบาลอีก เนื่องจาก 9 ปีที่ผ่านมาหลังการยึดอำนาจโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และการสืบทอดอำนาจ ประเทศไทยบอบช้ำทั้งทางเศรษฐกิจ ต้องยอมรับอย่างประจักษ์ว่าปัญหารากฐานอย่างความเหลื่อมล้ำทางสังคมและการคอร์รัปชั่นไม่เคยถูกแก้ไขอย่างจริงจังเลย จึงอยากให้พรรคอื่นเข้ามาบริหารงานต่อบ้าง จะได้แก้ไขปัญหาเดิมที่เคยเกิด

นายอิศเรศกล่าวว่า หาก นายพิธา ไม่ได้รับคะแนนโหวตให้เป็นนายกฯ ในวันที่ 19 กรกฎาคมนี้ และครั้งต่อไปเปิดทางให้พรรคอันดับสองอย่างพรรคเพื่อไทยเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี แต่อย่างน้อยขอให้พรรคก้าวไกล ยังคงเป็นฝ่ายรัฐบาลต่อไป เพื่อเข้ามาปฏิรูปสังคม ส่วนพรรคเพื่อไทยก็แก้ปัญหาเศรษฐกิจ และพรรคร่วมต่างก็เข้ามาบริหารตามความถนัดของพรรคที่แบ่งหน้าที่กัน เพื่อเดินหน้าประเทศต่อไป

นายอิศเรศกล่าวว่า ส่วนกรณีหากโหวตนายกฯ ไม่จบในรอบสองนี้ มองว่ายังไม่มีผลต่อเรื่องเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นการลงทุน เนื่องจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองผลการเลือกตั้งและรายชื่อส.ส. 500 รายชื่อ เร็วว่า 60 วัน จึงทำให้กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลเร็วขึ้น แม้จะมีการโหวตนายกหลายรอบ แต่ถ้าอยู่ในไทม์ไลน์จัดตั้งรัฐบาลเสร็จภายในเดือนสิงหาคม 2566 นี้ ก็ยังเป็นไปตามที่เอกชนคาดหวังไว้