หน้าแรก เศรษฐกิจ ส่องทำเลบ้าน ...

ส่องทำเลบ้าน คอนโด สต๊อกท่วม เสี่ยงโอเวอร์ซัพพลาย จับตา ‘กทม.-ปทุม’

19.07.23 | 12:19 น.

ส่องทำเลบ้าน คอนโด สต๊อกท่วม เสี่ยงโอเวอร์ซัพพลาย จับตา ‘กทม.-ปทุม’

เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม นายวิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) เปิดเผยผลสำรวจภาคสนามอุปทานและอุปสงค์ของโครงการที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างการขาย สำหรับรายไตรมาส 1 ปี 2566 ในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล พบว่า

สำหรับทำเลบ้านแนวราบที่ต้องระมัดระวังเนื่องจากยังคงมีหน่วยเหลือขายที่มากติดอันดับต้นๆ แม้ว่าบางพื้นที่จะมียอดขายและอัตราการดูดซับที่ดี

ได้แก่ 1.บางใหญ่-บางบัวทอง-บางกรวย-ไทรน้อย เหลือขาย 16,803 หน่วย มูลค่า 80,150 ล้านบาท 2.บางพลี-บางบ่อ-บางเสาธง เหลือขาย 15,221 หน่วย มูลค่า 84,580 ล้านบาท 3.ลำลูกกา-ธัญบุรี เหลือขาย 13,726 หน่วย มูลค่า 54,287 ล้านบาท 4.คลองหลวง-หนองเสือ เหลือขาย 12,146 หน่วย มูลค่า 43,574 ล้านบาท และ 5.เมืองปทุมธานี-ลาดหลุมแก้ว-สามโคก เหลือขาย 10,021 หน่วย มูลค่า 40,796 ล้านบาท

“แต่สิ่งที่มีน่าจะเป็นข้อสังเกตที่สำคัญ คือ จังหวัดที่มียอดขายใหม่ของบ้านจัดสรรมากที่สุด คือ สมุทรปราการมีจำนวน 4,151 หน่วย มูลค่า 21,974 ล้านบาท รองลงมากรุงเทพฯ มีจำนวน 2,734 หน่วย มูลค่า 27,105 ล้านบาท แต่หน่วยเหลือขาย ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2566 อยู่ที่ปทุมธานีมากสุดถึง 35,893 หน่วย มูลค่า 138,658 ล้านบาท

Advertisement

ทั้งที่ปทุมธานีที่มียอดขายเป็นอันดับ 3 ทำให้ปทุมธานีมีอัตราการดูดซับเพียง 1.3% ต่อเดือน ต้องใช้เวลาถึง 74 เดือนจึงจะขายได้หมด ซึ่งสะท้อนภาวะตลาดบ้านแนวราบในปทุมธานีเริ่มมีภาวะ Oversupply แล้ว ผู้ประกอบการต้องให้ความสนใจในการลงทุนเป็นพิเศษ” นายวิชัยกล่าว

นายวิชัยกล่าวว่า ขณะที่ทำเลอาคารชุดควรจะต้องระมัดระวัง เนื่องจากยังคงมีหน่วยเหลือขายที่มากติดอันดับต้นๆ แม้ว่าบางพื้นที่จะมียอดขายและอัตราการดูดซับที่ดี ได้แก่

1.ทำเลธนบุรี-คลองสาน-บางกอกน้อย-บางกอกใหญ่-บางพลัด เหลือขาย 8,544 หน่วย มูลค่า 27,045 ล้านบาท 2.ทำเลห้วยขวาง-จตุจักร-ดินแดง เหลือขาย 7,951 หน่วย มูลค่า 31,786 ล้านบาท 3.ทำเลเมืองนนทบุรี-ปากเกร็ด เหลือขาย 6,432 หน่วย มูลค่า 14,774 ล้านบาท 4.ทำเลพระโขนง-บางนา-สวนหลวง-ประเวศ เหลือขาย 6,204 หน่วย มูลค่า 18,007 ล้านบาท และ 5.ทำเลสุขุมวิท เหลือขาย 5,348 หน่วย มูลค่า 47,222 ล้านบาท

นายวิชัยกล่าวว่า โดยจังหวัดที่มียอดขายสูงสุดอยู่ที่กรุงเทพฯมีจำนวน 5,221 หน่วย มูลค่า 24,686 ล้านบาท ซึ่งเป็นยอดขายกว่า 60% ของการขายห้องชุดในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล รองลงมาปทุมธานี มีจำนวน 2,205 หน่วย มูลค่า 4,664 ล้านบาท และสมุทรปราการ มีจำนวน 1,227 หน่วย มูลค่า 4,732 ล้านบาท แต่อย่างไรก็ตาม กรุงเทพฯยังมีหน่วยเหลือขายสูงสุดถึง 47,225 หน่วย มูลค่า 225,596 ล้านบาท ทำให้มีอัตราการดูดซับเพียง 3.3% ต่อเดือน ต้องใช้เวลาถึง 27 เดือนจึงจะขายได้หมด

สำหรับทำเลห้วยขวาง-จตุจักร-ดินแดง แม้มียอดขายเป็นอันดับ 5 จำนวน 689 หน่วย มูลค่า 2,674 ล้านบาท และอัตราดูดซับ 2.7% ต่อเดือน เป็นทำเลที่ยังได้รับความสนใจในการหาซื้ออาคารชุดอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีระบบสาธารณูปโภคที่ดี และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ แต่มีจุดอ่อนคือมีอุปทานในตลาดมาก

“สะท้อนว่าตลาดอาคารชุดของกรุงเทพฯ ยังคงแบกอุปทานที่หนักอยู่ หากต้องการลงทุนอาจต้องพิจารณาถึงอุปทานในแต่ละระดับของราคาและรูปแบบของแต่ละทำเลอย่างละเอียดเพิ่มขึ้น ซึ่งผู้ประกอบการคงต้องติดตามดูทิศทาง ทางการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ และผลกระทบจากปัจจัยลบของภาคอสังหาริมทรัพย์อย่างใกล้ชิดอีกด้วย” นายวิชัยกล่าว