ผู้เสียหายหุ้น STARK จี้ก.ล.ต. เป็นตัวแทนร้องทุกข์ดำเนินคดี เอาผิดทางแพ่ง คืนเงินเยียวยา
เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ดร.ณัฐวุฒิ รุ่งวงษ์ ประธาน บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน ต้นธารคอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า ได้รับการร้องเรียนจากกลุ่มผู้ถือหน่วยลงทุนของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมต่างๆ ที่เข้าไปลงทุนในหุ้นของบริษัท สตาร์คคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)-STARK และหุ้นตัวอื่นๆ ได้สร้างผลเสียหายให้กับผู้ถือหน่วยลงทุนอย่างมาก โดยบลจ.หรือกองทุนดังกล่าวบางแห่ง อาจจะกระทำผิดกฎหมายพ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ มาตรา 124/1 โดยไม่ได้จัดการกองทุนรวมด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและระมัดระวังรักษาประโยชน์ของผู้ถือหน่วยลงทุน โดยใช้ความรู้ความสามารถเยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพ มีการกระทำผิดในด้านความขัดแย้งทางผลประโยชน์ต่อผู้ถือหน่วยลงทุน อาจทำให้ผู้ถือหน่วยลงทุนเสียผลประโยชน์อันพึงได้รับ ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และโทษปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ทั้งนี้กลุ่มผู้ถือหน่วยลงทุนผ่านกองทุนที่ได้รับความเสียหายในวงกว้างเห็นว่าในเวลานี้ผู้ได้รับความเสียหายจาก STARK ทั้งเจ้าหนี้หุ้นกู้ และผู้ถือหุ้นสามัญ ผู้ถือหุ้นรายย่อยต่างก็มีหน่วยงานต่างๆยื่นมือเข้าช่วยเหลือแล้ว แต่ผู้ถือหน่วยลงทุนผ่านกองทุนต่างๆที่ได้รับความเสียหายวงกว้าง โดยเฉพาะผู้ลงทุนในกองทุนเพื่อประหยัดภาษีทั้ง LTF RMF เป็นมนุษย์เงินเดือน และออมการลงทุนวัยเกษียณได้รับความเสียหายเป็นวงกว้าง ยังไม่มีหน่วยงานใดยื่นมือมาช่วยเหลือ จึงได้ร้องเรียนผ่านดร.ณัฐวุฒิในฐานะที่ปรึกษาการลงทุนให้ช่วยประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ให้เป็นตัวแทนนักลงทุน กล่าวทุกข์ดำเนินคดีต่อกองทุน และผู้บริหารกองทุนดังกล่าวตามกฎหมาย และเยียวยาชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น ในทางแพ่งอีกทางด้วย
“ผมก็จะนำข้อมูลหลักฐานเอกสารที่มีผู้ถือหน่วยลงทุนได้ร้องเรียนผ่านมาทางผมมาเวลานี้ อย่างน้อย 10 ราย เพื่อประสานงานนำเสนอต่อหน่วยงานทางราชการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งก.ล.ต.ให้ดำเนินการตามหน้าที่ต่อไป” ดร.ณัฐวุฒิเปิดเผย
นายธนวัฒน์ (สงวนนามสกุล) ตัวแทนกลุ่มผู้ได้รับความเสียหาย ได้ระบุว่าได้ลงทุนกองทุนเพื่อประหยัดภาษีกับกองทุนเพื่อการลงทุนระยะยาวกับกองทุนในเครือธนาคารใหญ่แห่งหนึ่ง เพื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่เกิดความเสียหายขาดทุน ผลงานการลงทุนต่ำกว่ากองทุนประเภทเดียวกันอย่างชัดเจน กองทุนนี้มีผลดำเนินงานงวด 6 เดือนติดลบ 12.33% (เปรียบเทียบกับกองทุนประเภทเดียวกันโดยเฉลี่ย-7.24%) ผลดำเนินงานรอบ 1 ปีลบ 7.10% (ค่าเฉลี่ยของกลุ่มลบเพียง0.49%) รอบ 5 ปีลบ 3% (ค่าเฉลี่ยในกลุ่ม-0.16%) เป็นต้น เนื่องจากกองทุนนี้ไปลงทุนในหุ้น STARK ไว้มาก และมีพฤติการณ์ส่อไปในทางไม่ได้จัดการกองทุนรวมด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและระมัดระวังรักษาประโยชน์ของผู้ถือหน่วยลงทุน โดยใช้ความรู้ความสามารถเยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพ มีการกระทำผิดในด้านความขัดแย้งทางผลประโยชน์ต่อผู้ถือหน่วยลงทุน และมีพฤติการณ์ให้ข้อมูลอันเป็นเท็จต่อผู้ถือหน่วยลงทุนด้วย
โดยจะเห็นได้จากกองทุนนี้ได้เข้าไปลงทุนหุ้น STARKเอาไว้มากถึง 916 ล้านหุ้น ณ วันที่ 10 ตุลาคม 2565 โดยมีราคาต้นทุนตั้งแต่ 3.72บาท ไปถึง 5 บาท ต่อมาเมื่อเกิดปัญหา STARK ยกเลิกดีลการซื้อกิจการบริษัท LEONI ประเทศเยอรมนีแล้ว กองทุนต่างๆพากันเทขายหุ้น STARK ออกเพราะเห็นว่าไม่เป็นไปตามแผนงาน และอาจกระทบต่อผลดำเนินงานได้ แต่กองทุนนี้กลับถือครองหุ้นเอาไว้จำนวนมาก กระทั่งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้พักการซื้อขาย 4 เดือน มาเปิดให้ซื้อขาย 1 เดือนสุดท้าย ระหว่างวันที่ 1 ถึง 30มิถุนายน 2566 ทางกองทุนแห่งนี้ ก็ให้ข้อมูลอันเป็นเท็จต่อผู้ถือหน่วยลงทุนว่าเหลือหุ้นในมือเพียง 290 ล้านหุ้น เป็นเพียงสัดส่วนเล็กน้อย แต่ต่อมาได้แจ้งต่อสำนักงานก.ล.ต.ในวันที่ 23 และ 27มิถุนายน 2566 ว่ายังคงถือครองหุ้นไว้มากถึง 670 ล้านหุ้น และได้ขายออกไปหมด ก่อนจะถึงวันสุดท้ายที่ตลาดฯให้ซื้อขายได้ถึงวันที่ 30 มิถุนายน ซึ่งช่วงดังกล่าวราคาหุ้นเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับราคา 1 ถึง 4 สตางค์ ก็จึงน่าจะเหลือมูลค่าที่ขายได้ไม่เกิน 20 ล้านบาท จากต้นทุนที่มีอยู่ราว 3,850 ล้านบาท คาดการณ์ว่าคงจะขาดทุนสุทธิมากกว่า 3,500 ล้านบาท หรืออย่าวต่ำก็ไม่น่าจะน้อยกว่า 2,600 ล้านบาท
“กองทุนดังกล่าวนี้ มีพฤติการณ์ที่ส่อให้เห็นว่าอาจจะมีการทุจริต โดยทำการซื้อขายหุ้นที่ไม่โปร่งใส ผิดจากวิสัยของการบริหารกองทุนโดยทั่วไป โดยทำการไล่ซื้อราคา STARK ในราคาสูง ปริมาณมาก กระจุกตัว และยังซื้อกระจุกตัวในหุ้นเครือ STARK อีกหลายตัว ซึ่งผิดจากปกติวิสัยของการลงทุน และไม่ได้มีการทำการลดความเสี่ยงใดๆ แต่พอเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะสำคัญด้วยการยกเลิกดีลเทกโอเวอร์ LEONI แทนที่จะขายหุ้นออกลดความเสี่ยง ก็กลับถือหุ้นไว้ไม่มีการปรับพอร์ต จนต้องมาขายหุ้นทิ้งช่วงราคาเหลือแค่1ถึง4สตังค์ ทำให้กระทบต่อผลดำเนินงานของกองทุนที่ลูกค้าผู้ถือหน่วยลงทุนอยู่ต้องรับผลขาดทุนย่อยยับ” ผู้แทนของกลุ่มผู้เสียหายกล่าว
นอกจากนั้นยังพบด้วยว่ากองทุนดังกล่าวมีพฤติการณ์ที่ส่อไปในทางไม่สุจริตและมีความขัดแย้งทางผลประโยนชน์ต่อผู้ถือหน่วยลงทุนหลายกรณี เช่น การเข้าไปลงทุนหุ้น SKY แบบซื้อบิ๊กล็อตราคา30.25บาท ตอนที่มีการไล่ราคาหุ้นขึ้นไปเพียงแค่2เดือน ทั้งที่ราคาทรงๆตัวอยู่เขต10บาทนานเป็นปีแต่ไม่ยอมลงทุนซื้อตอนราคาหุ้นถูกๆ หรือซื้อบิ๊กล็อตหุ้นADDตอนมีการไล่ราคาขึ้นไป30บาท แล้วมาตัดขายขาดทุนที่10บาท หรือพฤติกรรมไล่ราคาซื้อหุ้น SAMART SAMTEL ในราคา30ถึง45บาท เมื่อปัจจัยพื้นฐานเปลี่ยนแปลงไปทางลบอย่างมีนัยยะสำคัญ ก็ไม่ปรับพอร์ตใดๆ เพิ่งจะมาขายตัดขาดทุนแถวราคา3ถึง5บาทในต้นปีนี้ ทั้งที่กิจการกำลังฟื้นตัว อันเป็นพฤติการณ์ที่น่าสงสัยว่าอาจจะทำผิดกฎหมายพรบ.หลักทรัพย์ฯ มาตรา124/1
ด้านศศินันท์ (สงวนนามสกุล) 1ในผู้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีค่อกองทุน และผู้บริหารกองทุนดังกล่าวระบุว่า ได้รับความเสียหายจากการซื้อกองทุนดังกล่าว ตอนนี้ติดลบ 18% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกองทุนประเภทเดียวกันมาก เนื่องจากผู้จัดการและผู้บริหารกองทุนมีพฤติการณ์กระทำผิดกฎหมายด้วยเจตนาไม่สุจริต มีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ เข้าซื้อหุ้นลงในพอร์ตที่ไม่โปร่งใส และทำให้ไม่เกิดความเป็นธรรมต่อลูกค้าผู้ถือหน่วยลงทุน
คุณปานใจ (สงวนนามสกุล) เปิดเผยว่าขอให้สำนักงานคณะกรรมการก.ล.ต.เป็นตัวแทนให้ลูกค้าผู้ถือหน่วยลงทุนดังกล่าวดำเนินคดีกล่าวโทษต่อกองทุนและผู้บริหารกองทุนดังกล่าว เนื่องจาก ผู้จัดการกองทุนมีพฤติกรรมการลงทุนด้วยเจตนาไม่สุจริต มีผลประโยชน์เคลือบแฝงในการลงทุนหุ้นบางตัวที่มากเกินไป และยังมีพฤติการณ์ให้ข้อมูลเท็จต่อลูกค้าผู้ถือหน่วยลงทุน ส่งผลให้ผู้ถือหน่วยลงทุนที่หวังมีเงินเก็บไว้ใช้ในวัยเกษียณทุนหาย กำไรไม่ต้องหวังโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า เพื่อให้ผู้ถือกองทุนได้หาทางหนีทีไล่ เช่น รีบขาย LTF ที่ครบระยะเวลาออกมาก่อนที่จะขาดทุนมากแบบที่ปรากฎ เหตุการณ์นี้ทำให้ความน่าเชื่อถือเครดิตของกองทุนในเครือธนาคารใหญ่ในสายตาลูกค้าติดลบในภาพรวมทุกช่องทางทั้งการลงทุน กองทุนต่างๆ และการฝากเงินทันที ถ้ายังคงนิ่ง และใส่เกียร์ว่างในปัจจุบัน ก็จะเสี่ยงกับอนาคตของธุรกิจธนาคารแห่งนี้เป็นแน่ ที่ปล่อยปละละเลย ไม่ช่วยจัดการ จัดทำระบบ เพื่อตรวจสอบผู้จัดการกองทุนต่างๆว่ามีสิ่งผิดปกติอะไรหรือไม่ ตามความชำนาญด้านวิชาชีพที่มากกว่าผู้ถือกองทุน แต่กลับเพิกเฉยด้วยการลงท้ายว่า “การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรใช้วิจารณญาณ” ซึ่งเหตุการณ์นี้ผู้ถือกองทุนเกิดความเสี่ยงแรกจากความไม่ชอบมาพากลนี้ จึงขอเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับผู้ถือกองทุนอย่างรวดเร็วที่สุด

