‘หวยใหม่’ แอล 6-เอ็น 3 สู้โก่งราคา-ดูดเงินเข้ารัฐ?

21.07.23 | 05:44 น.

หลังจากเป็นกระแสมานาน ล่าสุด เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2566 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่างประกาศเกี่ยวกับการออกรางวัลสลากกินแบ่งรวม 3 ฉบับ คือ 1.ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการสมทบเงินรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลตัวเลขสามหลัก (เอ็น 3) พ.ศ. …. 2.ร่างประกาศสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เรื่อง กำหนดประเภทและรูปแบบสลากกินแบ่งรัฐบาลหกหลัก (แอล 6) และ 3.ร่างประกาศสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เรื่อง กำหนดประเภทและรูปแบบสลากกินแบ่งรัฐบาลตัวเลขสามหลัก ซึ่งเป็นไปตามมติของ ครม.ที่เห็นชอบในหลักการการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ สลากกินแบ่งรัฐบาล 6 หลัก (แอล 6) และสลากกินแบ่งรัฐบาล ตัวเลข 3 หลัก (เอ็น 3) ไปเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2566

โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อแก้ปัญหา ขายสลากเกินราคา!!!

แต่ในทางปฏิบัติเป็นอย่างไร ไม่ต้องรอนาน เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการ (บอร์ด) สลากกินแบ่งรัฐบาล ได้ดำเนินการต่อโดยหารือรายละเอียดเกี่ยวกับสลากแอล 6 อาทิ การกำหนดวันเวลาที่จะเปิดจำหน่าย จำนวนสลากดิจิทัลให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการได้ภายในเดือนสิงหาคม-กันยายน 2566 นี้ เนื่องจากขั้นตอนการดำเนินการไม่มีความซับซ้อน และสามารถกำหนดจำนวนสลากดิจิทัลได้ โดยไม่ต้องพิมพ์สลากใบแล้ว จากเดิมสลากดิจิทัลต้องพิมพ์สลากเป็นใบก่อน แล้วจึงนำมาสแกนเป็นสลากดิจิทัลอีกครั้ง

รวมทั้งจะเป็นการลดกรอบข้อจำกัด การพิมพ์สลากสูงสุดเพียงงวดละ 100 ล้านใบต่องวด แต่จะมีสลากดิจิทัลเพิ่มเข้าได้ไม่จำกัด โดยปัจจุบันสำนักงานสลากฯมีการขายสลากรูปแบบใบ 80.4 ล้านฉบับ และดิจิทัล 19.6 ล้านฉบับ อย่างไรก็ดี จำนวนสลากทั้งแบบใบและดิจิทัลนั้นยังคงมีการพิจารณาให้เหมาะสมสอดคล้องกับตลาดการซื้อขายสลากให้มากที่สุด ซึ่งในปี 2566 มีเป้าหมายเพิ่มสลากดิจิทัลที่ 30 ล้านใบ ปี 2567 ที่ 40 ล้านใบ และปี 2568 ที่ 50 ล้านใบต่องวดสำหรับปัจจุบันรายได้หลักของสำนักงานสลากฯมาจากการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นหลัก

โดยล่าสุด ผลการดำเนินงานในปี 2565 ของสำนักงานสลากฯ มีรายได้รวมทั้งสิ้น จำนวน 168,759.37 ล้านบาท (ยังไม่หักค่าใช้จ่ายและส่วนที่ต้องนำส่งรัฐบาล) ประกอบด้วย รายได้จากการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล จำนวน 168,537.64 ล้านบาท รายได้งานรับจ้างพิมพ์ จำนวน 5.95 ล้านบาท และรายได้อื่น จำนวน 215.78 ล้านบาท

Advertisement

รายได้รวมเมื่อเทียบกับปี 2564 เพิ่มขึ้น 591.41 ล้านบาท คิดเป็นเพิ่มขึ้น 0.35% เป็นผลมาจากในปี 2565 มียอดการจำหน่ายสลากสูงกว่าปี 2564 จำนวน 9 ล้านฉบับ (ปี 2565 จำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล จำนวน 2,394 ล้านฉบับ โดยไม่มีสลากการกุศล สำหรับปี 2564 จำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล จำนวน 2,281 ล้านฉบับ สลากการกุศล จำนวน 104 ล้านฉบับ รวม 2,385 ล้านฉบับ)

ทั้งนี้ รายได้สลากนั้นยังไม่มีรายงานที่แบ่งชัดเจนว่าเป็นรายได้จากสลากดิจิทัล เนื่องจากสลากดิจิทัลที่จำหน่ายในทุกวันนี้เป็นเพียงการสแกนจากสลากใบ ซึ่งผู้ซื้อสามารถติดต่อขอรับสลากใบได้ทุกใบจากที่สำนักงานสลากฯ โดยจากผลดำเนินงานสลากดิจิทัลครบรอบ 1 ปี ตั้งแต่งวดวันที่ 16 มิถุนายน 2565-
16 มิถุนายน 2566 นั้นมีการจำหน่ายสลากในช่องทางดิจิทัลผ่านแอพพลิเคชั่นเป๋าตังแล้ว 365 ล้านใบ คิดเป็นมูลค่า 2.8 หมื่นล้านบาท

ขณะที่ผลิตภัณฑ์ใหม่อีกตั้ง คือ สลากเลข 3 ตัว หรือ สลากเอ็น 3 ในภาษาชาวบ้านอาจเรียกได้ว่าเป็นการนำหวยใต้ดินมาทำให้ถูกกฎหมาย และกำกับดูแลการขายโดยสำนักงานสลากฯ เนื่องจากรูปแบบ วิธีเล่น และรางวัลถือว่าคล้ายกับหวยใต้ดินที่คอพนันต่างคุ้นเคย โดยรูปแบบการเล่นคือ ให้เลือกหมายเลข 000-999 จำนวน 1 หมายเลขต่อการเลือกซื้อ 1 ครั้ง โดยเลือกได้ซ้ำและไม่จำกัดจำนวน คาดว่าจะจำหน่ายในราคาขายประมาณ 20-50 บาทต่อหนึ่งหมายเลข

มีรางวัลให้ลุ้น 4 รางวัล ได้แก่ รางวัลสามตัวตรง ซึ่งต้องตรงเลข-ตรงหลัก หรือ เต็ง แบ่งสัดส่วน 30% ของเงินรางวัล รางวัลสามสลับหลักตรงเลข-สลับหลัก หรือ โต๊ด แบ่งสัดส่วน 30% ของเงินรางวัล รางวัลสองตรง มีสัดส่วนรางวัล 39% และ รางวัลพิเศษ มีสัดส่วน 1% ของเงินรางวัล

เงินรางวัลทั้งหมดจะนำมาจาก 60% ของยอดขายในแต่ละงวด ซึ่งหากงวดไหนมีคนถูกรางวัลหลายคนจะต้องมาหารเฉลี่ยกัน ตามสัดส่วนวงเงินที่กำหนด ยิ่งคนถูกน้อยก็ยิ่งมีคนหารเงินรางวัลน้อย แต่ยิ่งถูกมากก็ยิ่งหารมาก เงินรางวัลต่อคนก็จะน้อยลง

แต่หากงวดใดไม่มีผู้ถูกรางวัลจะนำเงินรางวัลที่ไม่ได้แจกออกไปมาสมทบเป็นแจ๊กพ็อต โดยสมทบเงินรางวัลได้ไม่เกิน 1 งวด โดยการออกรางวัลออกเดือนละ 2 ครั้ง ทุกวันที่ 1 และ 16 ของเดือน ส่วนวิธีการขายอาจเปิดรับสมัครคนขายใหม่ เช่น ขายผ่านแท็บเล็ต แอพพลิเคชั่น เป็นต้น ทั้งนี้ รายละเอียดอย่างเป็นทางการนั้นยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของบอร์ดสลาก ซึ่งคาดว่าจะสรุปและดำเนินการแล้วเสร็จพร้อมวางจำหน่ายได้ในช่วงปลายปี 2566-ต้นปี 2567

ทั้งนี้ ในแผนวิสาหกิจสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ประจำปี 2564-2570 (ทบทวนประจำปี 2566) ได้คาดการณ์ผลดำเนินงานไว้ว่า ในช่วงปี 2566-2568 จะมีรายได้จากผลิตภัณฑ์ดิจิทัล ราว 7,900-16,700 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 5-10% ของรายได้ของสำนักงานสลากฯ โดยรายได้ดังกล่าวนั้นคาดว่าคือรายได้จากการจำหน่ายสลากแอล6 และเอ็น 3 ที่กำลังจะเริ่มวางขายให้เร็วนี้

อีกแง่หนึ่งมีความกังวลว่า แก้ปัญหาหนึ่ง เรื่องคุมราคาตามหน้าตั๋วที่กำหนดไว้ แต่เพิ่มปัญหาพนันขันต่อได้มากขึ้นไหม

ย้อนดูรายงานของศูนย์ศึกษาปัญหาพนัน ปี 2565 ระบุว่า ประมาณการจำนวนคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป จำแนกตามการเล่นพนันในปี 2564 นั้น 5 อันดับแรก แบ่งเป็น อันดับ 1 สลากกินแบ่งรัฐบาล ประมาณการว่ามีจำนวน 24.6 ล้านคน รองลงมาคือ หวยใต้ดิน 19.2 ล้านคน อันดับ 3 คือไพ่พนัน 4.47 ล้านคน อันดับ 4 พนันฟุตบอล 3.83 ล้านคน และอันดับ 5 คือไฮโล น้ำเต้าปูปลา 2.51 ล้านคน

สำหรับ หวยใต้ดิน ซึ่งเป็นรูปแบบการพนันอันดับสองที่คนนิยมไทยนั้นถือว่าเป็นรูปแบบที่คู่ขนานมากับสลากกินแบ่งรัฐบาล เนื่องจากพบว่าคนที่เล่นหวยใต้ดิน จำนวน 72.9% จะเล่นสลากกินแบ่งรัฐบาลควบคู่ไปด้วย และปัจจุบันมีการเข้าถึงหวยใต้ดินที่ง่าย หลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบเดิม คือที่เล่นกับคน (เล่นกับเจ้ามือโดยตรง หรือกับคนรับแทง) กลุ่มที่เล่นผ่านช่องทางสื่อสาร (ไลน์/เฟซบุ๊ก) กลุ่มที่เล่นแบบออนไลน์ (เว็บไซต์/แอพพ์พนัน)

มีสถิติความถี่ในการเล่นแยกตามช่องทางพบว่า กลุ่มที่เล่นแบบออนไลน์มีความถี่ในการเล่นสูงกว่ากลุ่มอื่นๆ คือเล่นเฉลี่ย 19 งวดต่อปี ขณะที่กลุ่มที่เล่นกับคนเล่นเฉลี่ย 16 งวดต่อปี และกลุ่มที่เล่นผ่านช่องทางสื่อสารเล่นเฉลี่ย 13 งวดต่อปี ขณะที่เงินที่ใช้ในการเล่นหวยใต้ดิน กลุ่มที่เล่นผ่านช่องทางสื่อสารใช้เงินพนันเฉลี่ย 573 ต่องวด รองมาคือกลุ่มที่เล่นแบบออนไลน์ มีเงินพนัน เฉลี่ย 538 บาทต่องวด ส่วนกลุ่มที่เล่นกับคนใช้เงินพนันเฉลี่ยน้อยที่สุด เฉลี่ยที่ 442 บาทต่องวด ทำให้ศูนย์ศึกษาปัญหาพนันประมาณการว่าวงเงินหมุนเวียนในตลาดพนันหวยใต้ดินปี 2564 อยู่ที่ 1.49 แสนล้านบาท ซึ่งลดลงจากปี 2562 (ปีปกติไม่มีโควิด) 2.1%

ทำให้สลากใหม่ แอล 6-เอ็น 3 ถือเป็นอีกหนึ่งความหวังแก้หวยแพง แถมดึงเม็ดเงินพนันนอกระบบเข้ารัฐได้อีกด้วย