คิดเห็นแชร์ : เงินเฟ้ออาจกลับมาจากหมวดอาหาร ‘Food price inflation’

23.07.23 | 12:43 น.

คิดเห็นแชร์ : เงินเฟ้ออาจกลับมาจากหมวดอาหาร ‘Food price inflation’

บทความ “คิด เห็น แชร์” นี้ จะกล่าวถึงประเด็นความเสี่ยงเรื่องของราคาสินค้าหมวดอาหารที่มีโอกาสฟื้นตัวขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ครึ่งปีหลังของปี 2566 (2H66) และต่อเนื่องถึงปี 2567 หลังจากที่ราคาสินค้าหมวดอาหารในตลาดโลก (อ้างอิง FAO Food Price Index) ได้ทยอยปรับตัวลงมาต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 2566 อย่างไรก็ดี สถานการณ์ในปัจจุบันที่ประเทศอินเดียประกาศระงับการส่งออกข้าวขาว (เว้นข้าวบาสมาติ) หลังจากที่ประเทศรัสเซียทำการประกาศระงับข้อตกลงกับสหประชาชาติ ที่รัสเซียเคยรับประกันความปลอดภัยแก่เรือบรรทุกธัญพืชที่ผ่านช่องทางทะเลดำ (“ข้อตกลงการขนส่งธัญพืชผ่านทะเลดำ”) ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา รวมทั้งโอกาสที่จะเกิด “ปรากฏการณ์เอลนิโญ” (ภูมิภาคเอเชียมีโอกาสประสบปัญหาภัยแล้ง) ใน 2H66 นี้ ซึ่งจะเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อปริมาณผลผลิตทางการเกษตรในภูมิภาคเอเชียในปี 2567

“ข้อตกลงการขนส่งธัญพืชผ่านทะเลดำ” ช่วยให้ทางประเทศยูเครนสามารถทำการส่งออกสินค้าธัญพืชและปุ๋ยไปยังประเทศอื่นๆ ได้ โดยในฤดูกาล 2564/65 และ 2565/66 กระทรวงเกษตรสหรัฐ (USDA) ประเมินยูเครนทำการส่งออกธัญพืชราว 13% และ 14.3% ของปริมาณการส่งออกทั่วโลก ตามลำดับ อย่างไรก็ดี ล่าสุดในรายงาน “World Agricultural Supply and Demand Estimates” ประจำเดือน ก.ค.2566 ที่จัดทำโดย USDA ประเมินปริมาณการส่งออกธัญพืชจากประเทศยูเครนในฤดูกาล 2566/67 จะลดลงถึง -35% YoY และสัดส่วนการส่งออกธัญพืชจากประเทศยูเครนจะลดลงเหลือเพียง 9% ของปริมาณการส่งออกทั่วโลก ซึ่งรายงานฉบับนี้เผยแพร่เมื่อวันที่ 12 ก.ค. ก่อนที่ทางรัสเซียจะทำการระงับข้อตกลงการขนส่งธัญพืชผ่านทะเลดำในวันที่ 17 ก.ค. เพียงไม่กี่วัน ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่ทาง USDA จะได้ทำการคำนึงถึงประเด็นนี้ไว้ในการจัดทำรายงานฉบับล่าสุดแล้ว แต่ก็มีโอกาสที่สถานการณ์ล่าสุดอาจแย่กว่าที่ทาง USDA ประเมินไว้ ทำให้มีความเป็นไปได้ที่ปริมาณการส่งออกธัญพืชของประเทศยูเครนอาจลดต่ำลงกว่าที่คาดการณ์ได้เช่นกัน กรณีเลวร้ายก็จะทำให้อุปทานธัญพืชโลกลดลง หรือต้นทุนการขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้สถานการณ์ราคาธัญพืชทั่วโลกปรับสูงขึ้นในท้ายที่สุด

สถานการณ์ราคาสินค้าหมวดอาหารยิ่งตึงเครียดขึ้น หลังจากประเด็นเรื่อง “ข้อตกลงการขนส่งธัญพืชผ่านทะเลดำ” เพียงไม่กี่วัน ประเทศอินเดียประกาศระงับการส่งออกข้าวขาว (เว้นข้าวบาสมาติ) เพื่อรักษาเสถียรภาพตลาดข้าวในประเทศ ทั้งนี้ ข้อมูลจากรายงาน USDA ฉบับล่าสุดเช่นกัน ประเทศอินเดียส่งออกข้าวในฤดูกาล 2565/66 และ 2566/67 คิดเป็นราว 40.5% และ 41.2% ตามลำดับ และประเทศอินเดียส่งออกข้าวขาว (เว้นข้าวบาสมาติ) คิดเป็นราว 25% ของปริมาณการส่งออก เท่ากับว่าปริมาณการส่งออกข้าวขาว (เว้นข้าวบาสมาติ) ของประเทศอินเดียจะคิดเป็นราว +/-10% ของตลาดข้าวทั้งโลก ซึ่งถือว่ามีนัยสำคัญกับอุปทานข้าวโลก เช่นกัน

นอกจากสถานการณ์ล่าสุดที่เกิดขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมาเพียงสัปดาห์เดียว ยังมีประเด็นเรื่องปรากฏการณ์เอลนิโญ ที่ผมเคยเขียนถึงในบทความฉบับก่อนๆ ว่าจะทำให้มีโอกาสเกิดภัยแล้งตามมา โดยสถานการณ์ภัยแล้งน่าจะเริ่มมีความชัดเจน

Advertisement

ในฤดูเพาะปลูกฤดูกาลหน้า เนื่องจากในปีนี้ผมเชื่อว่าประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงไทย ยังพอมีปริมาณน้ำสะสมในเขื่อนต่างๆ ซึ่งเป็นผลจากปรากฏการณ์ลานิญาในปีที่ผ่านมา แต่ผมเชื่อว่าตลาดการเงินจะเริ่มทยอยนำปัจจัยเรื่องปรากฏการณ์เอลนิโญมาประเมินในการกำหนดทิศทางราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะสินค้าเกษตรหลักๆ ที่มีตลาดล่วงหน้ากันแล้ว ก่อนที่ภัยแล้งจะเกิดขึ้นจริงในฤดูกาลหน้า

ผลจากสถานการณ์ต่างๆ ข้างต้น หนุนให้เกิดความกังวลต่อโอกาสที่อัตราเงินเฟ้อโดยเฉพาะในหมวดอาหารจะเริ่มฟื้นกลับขึ้นมา หลังจากที่ดัชนี FAO Food Price Index ปรับลดลงมาต่อเนื่องตั้งแต่กลางปี 2565 แล้วราว -20% สถานการณ์นี้ไม่เป็นข่าวดีกับเศรษฐกิจโลกและไทยเท่าไหร่นัก เนื่องจากจะเป็นปัจจัยลบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค และอาจเป็นอีกปัจจัยที่หนุนอัตราเงินเฟ้อ และจะโยนความกดดันไปที่ธนาคารกลางของแต่ละประเทศ เนื่องจากหากอัตราเงินเฟ้อปรับขึ้นจากหมวดอาหาร ซึ่งเป็นผลจากปัจจัยด้านอุปทาน การขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะยิ่งเป็นการซ้ำเติมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหรือไม่ และจะเป็นปัจจัยที่กระทบต่อเนื่องมายังตลาดการเงิน การลงทุนตลาดหุ้นอาจต้องกลับมาพิจารณาประเด็นนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอัตราเงินเฟ้อ กำลังซื้อของผู้บริโภค และอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงถูกกดดันจาก Food price inflation อย่างกลุ่มยูโรโซน

สุโชติ ถิรวรรณรัตน์
ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KGI