‘กรมราง’ส่องโมเดล‘รถไฟฟ้าไทเป’
ยกระดับรถไฟไทยสู่มาตรฐานสากล!
ภายหลังจากกรมการขนส่งทางราง (ขร.) ได้ดำเนินโครงการศึกษา ออกแบบ และพัฒนาระบบฐานข้อมูลผู้ประกอบการ และการออกใบอนุญาตด้านการขนส่งทางรางผ่านระบบดิจิทัล (e-license R) ซึ่งเป็นโครงการที่จะดำเนินการออกใบอนุญาตผู้ประกอบกิจการขนส่งทางราง ใบอนุญาตพนักงานขับรถไฟและผู้ประจำหน้าที่ ตลอดจนการจดทะเบียนรถขนส่งทางราง ตามร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. …
และเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมการดำเนินการออกใบอนุญาตดังกล่าว ขร.จึงได้ศึกษารูปแบบการกำกับดูแลระบบรางของประเทศต่างๆ เพื่อนำมาเป็นองค์ความรู้ และเป็นแนวทางในการนำมาปรับใช้กับระบบขนส่งทางรางของไทย
ขร. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะที่ปรึกษาโครงการศึกษาออกแบบ และพัฒนาระบบฐานข้อมูลผู้ประกอบการ และการออก e-license R จึงนำคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ ขร., ที่ปรึกษา และคณะสื่อมวลชน บินลัดฟ้าศึกษาดูงานและเยี่ยมชมการพัฒนาระบบราง รวมถึงกระบวนการกำกับดูแลด้านการขนส่งทางราง ที่กรุงไทเป หรือไถเป่ย์ ตามการออกเสียงของคนไต้หวัน
ที่นี่ระบบการขนส่งทางรางมีการแบ่งหน่วยงานกำกับดูแลเป็น 2 ประเภท
1.ระบบขนส่งทางรางระหว่างเมือง มีผู้ให้บริการ 2 ราย ประกอบด้วย รถไฟระหว่างเมือง (TRA) และรถไฟความเร็วสูง (THSR) กำกับดูแลโดย Railway Bureau (กรมการขนส่งทางรางของไต้หวัน)
2.ระบบรถไฟฟ้าในเมือง มีผู้ให้บริการขนส่งทางราง 5 ราย แบ่งเป็น ไทเป 1 รายคือ Taipei Rapid Transit corporation ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของรัฐบาลท้องถิ่น มีผู้กำกับดูแลโดย Transport Bureau (กรมการขนส่งของไต้หวัน) ซึ่งดูแลการให้บริการของรถไฟฟ้าในไทเปรวม 6 สาย 131 สถานี มีจุดเปลี่ยนรถไฟฟ้า 12 สถานี โดยมีศูนย์ควบคุมการปฏิบัติการ (OCC) ตั้งอยู่ที่สถานีหลักไทเป (Taipei Main Station)
ที่กล่าวมานี้ ผู้ให้บริการต้องได้รับอนุญาตด้านการขนส่งทางราง ซึ่งไต้หวันได้ออกใบอนุญาตผ่านระบบดิจิทัล ครอบคลุมตั้งแต่การฝึกอบรม ทดสอบสมรรถนะทางร่างกาย ทดสอบข้อเขียน และภาคปฏิบัติ โดยระบุคุณสมบัติชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่ขับรถไฟจะต้องมีอายุขั้นต่ำ 18 ปี ผ่านการฝึกอบรมอย่างน้อย 2 ปี สำหรับรถไฟระหว่างเมือง และ 8 เดือน สำหรับรถไฟความเร็วสูง จากนั้นจึงเข้ารับการทดสอบข้อเขียนและภาคปฏิบัติจาก Railway Bureau เพื่อขอรับใบอนุญาตซี่งมีอายุ 6 ปี และต้องสอบใหม่เมื่อใบอนุญาตหมดอายุมากกว่า 6 เดือน
ขณะที่ด้านระบบรักษาความปลอดภัย 131 สถานีรถไฟฟ้าไทเป ได้ติดตั้งกล้องวงจรปิดทุกสถานีรวมกว่า 11,000 ตัว มีศูนย์ข้อมูลควบคุมการจราจรทั้ง 6 เส้นทาง ตลอด 24 ชั่วโมง หากเกิดเหตุฉุกเฉินสามารถตรวจสอบปัญหาจากกล้องวงจรปิดได้ทั้งหมด และเจ้าหน้าที่ในศูนย์ OCC สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ภาคสนามได้ทันที
อีกทั้งยังมีการเตรียมแนวทางการทำงาน (SOP) มีการกำหนดสถานการณ์ต่างๆ หากเกิดปัญหาขึ้น และมีวิธีแก้ปัญหาอย่างไร โดยมีทั้งหมด 744 ข้อ เช่น เกิดอุบัติเหตุในเส้นทางรถไฟฟ้าเส้นหนึ่ง ผู้โดยสารตกลงไปอยู่บนรางรถไฟ รถไฟฟ้าที่ต้องผ่านเส้นทางดังกล่าวจะเปลี่ยนเส้นทางเดินรถไปเส้นทางที่สร้างขึ้นมาแทนก่อน แล้วกลับมาสู่เส้นทางเดิมของตัวเอง แต่เส้นทางที่ผู้โดยสารอยู่บนรางก็ต้องหยุด เจ้าหน้าที่ดูแลสถานี จะต้องรู้ว่าถ้าเกิดเหตุการณ์นี้จะต้องทำอย่างไร เป็นต้น
ขณะเดียวกัน เนื่องจากที่ตั้งของไต้หวันเป็นเกาะ จึงมักจะเกิดเหตุภัยพิบัติจากธรรมชาติบ่อยครั้ง เช่น แผ่นดินไหวและเกิดพายุไต้ฝุ่น ดังนั้น รถไฟฟ้าในไทเปจึงมีตัวเซ็นเซอร์วัดความแรงและความเร็วลม ใน 5 สถานี เพื่อทำการประเมินหากสถานีใดมีการแจ้งความเร็วลมสูง หรือไต้ฝุ่นมีความรุนแรงจะประกาศหยุดเดินรถทันที ขณะที่จุดรับเซ็นเซอร์แผ่นดินไหวจะมี 15 สถานีรองรับทั้งหมดตามสถานีใหญ่ๆ เพื่อป้องกันอันตรายจากภัยพิบัติดังกล่าว
นอกจากนี้ ระบบการทำงานได้มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินรถ เช่น การติดตั้งระบบเซ็นเซอร์ตรวจจับปริมาณของผู้โดยสารภายในขบวนรถและแสดงข้อมูลผ่านแอพพลิเคชั่น เพื่อประกอบการตัดสินใจในการเพิ่มขบวนรถเสริมในช่วงเวลาเร่งด่วน ใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เพื่อทำนายสภาพความพร้อมของอุปกรณ์ต่างๆ เช่น อุปกรณ์ภายในขบวนรถ อุปกรณ์ภายในสถานี ฯลฯ เพื่อเป็นข้อมูลในการวางแผนการซ่อมบำรุง ช่วยให้รถไฟมีความตรงเวลาสูงถึงร้อยละ 99.99 และมีความพึงพอใจของผู้ใช้บริการมากกว่าร้อยละ 95
นายอธิภู จิตรานุเคราะห์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางราง (ขร.) ฉายภาพว่า ขร.มาศึกษาดูงานที่ไต้หวัน เนื่องจากมีความคล้ายคลึงกับไทย เช่น วิถีการใช้ชีวิต ค่าครองชีพ โดยเฉพาะค่ารถไฟฟ้าใกล้เคียงกับไทย ราคาเฉลี่ยเริ่มต้นราว 20 บาท และราคาสูงสุดไม่เกิน 60 บาท
ไต้หวันมีประชากรในเมืองประมาณ 6.5 ล้านคน ใช้รถไฟฟ้าประมาณ 2 ล้านคนต่อวัน มากสุดเป็นอันดับ 1 ใน 3 ของประเภทการใช้ขนส่งสาธารณะ ขณะที่ไทย เฉพาะกรุงเทพมหานคร มีประชากร 5.4 ล้านคน ใช้บริการขนส่งสาธารณะ 1.3 ล้านคนต่อวัน
จากข้อมูลนี้จึงสอดรับกับเป้าหมายของ ขร.ที่จะพัฒนาและจะผลักดันให้การใช้รถไฟฟ้าสามารถเป็นระบบการขนส่งหลักในประเทศ โดยการมาศึกษาครั้งนี้จะดูแนวทางคือ 1.เรื่องการวางแผนระบบขนส่งมวลชน 2.การรักษาระดับคุณภาพการให้บริการ การรักษาความปลอดภัย และการออกมาตรการรองรับต่างๆ ให้การเดินทางสะดวกรวดเร็วขึ้น รวมถึงพิจารณาการปรับราคาให้สอดคล้องกับค่าครองชีพ
“ระบบการขนส่งรถไฟฟ้าของไต้หวันมีการวางแผนระบบขนส่งมวลชน การรักษาระดับคุณภาพการให้บริการที่ดี มีความปลอดภัย และมาตรการที่ทำให้การเดินทางสะดวก ตรงเวลา ภายในสถานี มีสิ่งอำนวยความสะดวก และมีการออกแบบเพื่อให้คนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงบริการได้ง่าย สามารถรองรับการเดินทางของผู้สูงอายุและผู้พิการ กรมจะนำไปปรับใช้กับระบบรางของประเทศ” นายอธิภูกล่าว
สำหรับสิ่งที่จะเห็นเร็วที่สุดในด้านการนำระบบมาปรับใช้กับการเดินรถไฟฟ้าของไทย ขร.จะนำรายละเอียดเรื่องความปลอดภัย วิธีการดำเนินงานระบบต่างๆ การกำหนดแนวทางแก้ปัญหา 744 ข้อของไต้หวัน รวมถึงการออกใบอนุญาต มาปรับใช้ในกฎหมายลูก พ.ร.บ.ขนส่งทางราง
พ.ศ. … เพื่อกำกับกิจการขนส่งทางรางให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล เบื้องต้นคาดว่าจะแล้วเสร็จเดือนกันยายนนี้เสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในรัฐบาลใหม่ และทันทีที่ พ.ร.บ.ดังกล่าว มีผลบังคับใช้ ขร.พร้อมออกใบอนุญาตทันที
อีกสิ่งที่น่าสนใจในการดูงานครั้งนี้ คือรถไฟฟ้าใต้ดินไทเป (Taipei Metro) อยู่ในความดูแลภายใต้รัฐบาลกลางที่ลงทุนงบประมาณในโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมด ส่วนรัฐบาลท้องถิ่นกรุงไทเปเป็นผู้ว่าจ้างบริษัท Taipei Rapid Transit corporation ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจในการบริหารจัดการรถไฟฟ้าครอบคลุมทั้ง 6 สาย ถือเป็นต้นแบบที่นำไปปรับใช้ในไทยได้ เพราะในอนาคตไทยจะมีระบบขนส่งมวลชนในภูมิภาค และ ขร.มีแผนให้ทางการท้องถิ่นมีส่วนร่วมการเป็นเจ้าของระบบราง ร่วมออกแบบเส้นทางที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดภาระการลงทุนในเส้นทางที่ไม่เหมาะสมจนส่งผลให้ตั๋วมีราคาสูงขึ้น
โมเดลนี้เป็นรัฐบาลกลางร่วมกับทางการท้องถิ่น และว่าจ้างให้รัฐวิสาหกิจเป็นผู้สร้างระบบและเดินรถ ซึ่งรัฐจะสามารถควบคุมราคาค่าโดยสารได้!
อย่างไรก็ตาม การนำไปปรับใช้ในไทยน่าจะเป็นสิ่งที่ยากที่สุด เพราะไทยมีโอเปอเรเตอร์หลายรายแตกต่างจากไต้หวันที่มีน้อยราย ดังนั้น สิ่งที่ไทยทำได้คือต้องออกมาตรฐาน เนื่องจากกฎหมายไทยออกที่หลังจากที่โอเปอเรเตอร์เริ่มทำงานแล้ว จึงควรต้องมีเป้าหมายการทำงานร่วมกันว่าหากมีการสร้างสายรถไฟใหม่จะทำแนวทางใด แต่สำหรับสายรถไฟเก่าจะทยอยปรับตัวแต่อาจใช้เวลานาน
“อย่างเร็วที่สุดสำหรับประเทศไทยที่จะเห็นความเปลี่ยนแปลง คือสายรถไฟฟ้าสีชมพูและสีเหลือง ก่อนจะเปิดใช้จะมีการลงพื้นที่ หากจุดไหนยังไม่ได้มาตรฐานจะมีการปรับให้เข้ามาตรฐานมากขึ้น อีกสิ่งที่แตกต่างจากสายรถไฟฟ้าอื่นๆ คือสามารถนำบัตร EMV (ระบบชำระเงินแบบไร้สัมผัส) ได้ที่แรก มาตรฐานการออกแบบเพื่อการใช้งานอย่างคุ้มค่าและมีประโยชน์สูงสุดสำหรับทุกคน ทั้งผู้สูงอายุ เด็ก ผู้พิการ ผู้บาดเจ็บ รวมถึงคนที่มีข้อจำกัดด้านร่างกายต่างๆ (Universal Design) และความปลอดภัยให้ไม่มีข้อจำกัด” รองอธิบดี ขร.กล่าวทิ้งท้าย
หลังจากนี้ต้องรอลุ้นว่า “กรมราง” จะผลักดัน พ.ร.บ.การขนส่งทางราง พ.ศ. … ได้หรือไม่ โมเดลการเดินรถที่ยกระดับมาตรฐานสากลคือสิ่งที่ประชาชนคนไทยควรได้รับ ซึ่งสุดท้ายคงต้องฝากความหวังกับ “รัฐบาลใหม่” ช่วยสานฝันให้เกิดขึ้นจริง!
ทรรศวรรณ ทัพสุวรรณ

