‘อีอีซี’ ห่วง 6 ปัจจัยเสี่ยง กดลงทุนปี’66-70 หลังตั้งเป้ามูลค่าลงทุน 2.2 ล้าน ล.

22.07.23 | 19:46 น.

‘อีอีซี’ ห่วง 6 ปัจจัยเสี่ยง กดลงทุนปี’66-70 หลังตั้งเป้ามูลค่าลงทุน 2.2 ล้าน ล.

รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(สกพอ.) หรืออีอีซี เปิดเผยถึงความคืบหน้าการรับฟังความเห็น (ร่าง) แผนภาพรวมเพื่อการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2566 – 2570 หรือแผนพัฒนาระยะ 2 ช่วง 5 ปี ตั้งเป้ามูลค่าลงทุนในอีอีซี 2.2 ล้านล้านบาท จาก 5 คลัสเตอร์หลัก คือ การแพทย์ขั้นสูง ดิจิทัล ยานยนต์ไฟฟ้า(อีวี) บีซีจี และบริการ ว่า แผนนี้จะผลักดันให้อีอีซีเป็นต้นแบบพัฒนาเชิงพื้นที่ที่สมบูรณ์แบบ เพื่อเป็นเป้าหมายของนักลงทุนทั่วโลก ขณะเดียวกันจะผลักดันให้คนในพื้นที่อีอีซีมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รวมทั้งทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัว ทำให้ประเทศไทยหลุดพ้นกับดักความยากจน โดยหลังจากนี้จะรวบรวมความเห็นและสรุปแผนในขั้นสุดท้าย จากนั้นจะเสนอต่อ คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป โดยกระบวนการทั้งหมดจะทำได้ภายหลังที่มีรัฐบาลชุดใหม่เข้าบริหารประเทศ

สำหรับการจัดทำแผนระยะ 2 จำเป็นต้องจับตา 6 ปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อการลงทุนของโลก ประกอบด้วย 1.เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มถดถอย 2.การเปลี่ยนแปลงภูมิรัฐศาสตร์โลกและสงคราม 3.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 4.การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ 5.ดิสรัปทีฟ เทคโนโลยี และ 6.สถานการณ์โรคอุบัติใหม่ นอกจากนี้อีอีซียังวิเคราะห์ศักยภาพ โอกาส ข้อจำกัด และประเด็นทาย พบว่า ไทยมีศักยภาพในโครงสร้างพื้นฐาน เป็นแหล่งอุตสาหกรรมที่สำคัญ เป็นแหล่งผลิตอาหารและสินค้าเกษตร เป็นแหล่งท่องเที่ยว และมีแผนผังการใช้ประโยชน์ที่ดินชัดเจน นอกจากนี้ยังมีโอกาสด้านอุตสาหกรรมการแพทย์ มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเป็นโอกาสในการสร้างรายได้จากกลุ่มรายได้สูง อย่างไรก็ตามอีอีซีกำลังจับตาข้อจำกัดของไทยโดยเฉพาะในพื้นที่ ทั้งการขาดแคลนแรงงาน ปริมาณน้ำต้นทุนไม่เพียงพอกับการเพิ่มขึ้นของกิจกรรมเศรษฐิจที่ขยายตัว ขาดโรงเรียนแพทย์ที่มีมาตรฐานเท่ากับส่วนกลาง รวมทั้งจับตาความไม่แน่นอนและการถดถอยของเศรษฐกิจโลก ซึ่งจะมีผลต่อการตัดสินใจลงทุนทั้งนักลงทุนไทยและต่างชาติ