‘เอกชน’ ลุ้นพท.จับขั้วรัฐบาล เชื่อ’เศรษฐา’บริหารประเทศได้ดี
นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย (อีคอนไทย) กล่าวกรณีที่พรรคเพื่อไทยขึ้นมาเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ว่า เรื่องนี้เป็นไปตามกลไกการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ที่มีการเปลี่ยนผ่านแล้ว อย่างน้อยก็รู้ว่าเปลี่ยนผ่านจากพรรคก้าวไกลที่ชนะเลือกตั้งที่ติดขัดและมีข้อจำกัดต่างๆ ในการจะได้เป็นรัฐบาล ไปสู่พรรคเพื่อไทยที่เป็นอันดับสองในการเลือกตั้งที่ผ่านมา โดยขณะนี้เอกชนเบาใจไปเปราะหนึ่ง เนื่องจากยังไม่เห็นความวุ่นวาย จากเดิมหลายฝ่ายมองว่าถ้าพรรคก้าวไกลตั้งรัฐบาลไม่ได้ การเมืองจะเกิดภาพคนลงถนนรุนแรงกว่านี้ แต่ถึงเวลานี้กระแสไม่ได้แรง ต้องยอมรับว่ากระแสขัดค้านไม่พอใจก็ต้องมีบ้าง แต่ไม่รุนแรงจนไปทำให้บรรยากาศการลงทุนความเชื่อมั่นตึงเครียด ภาคเอกชนจึงเบาใจไประดับหนึ่ง
นายธนิต กล่าวว่า อย่างไรก็ตามการพรรคเพื่อไทยขึ้นมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ได้ทำให้เกิดความกังวลว่าพรรคเพื่อไทยจะจัดตั้งรัฐบาลอย่างไร จะจับมือกับพรรคไหน ถ้าพรรคเพื่อไทยยังเกาะกับพรรคก้าวไกล แล้วการโหวตนายกรัฐมนตรีครั้งต่อไป วันที่ 27 กรกฎาคมนี้ จะโหวตผ่าน และตั้งรัฐบาลได้หรือไม่ ถ้าไม่ผ่านแล้วจะไปทางไหนต่อ และถ้ายังจับมืออยู่กับก้าวไกลแล้วเพื่อไทยไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ก็คงเกิดการเปลี่ยนขั้ว พรรคเพื่อไทยต้องหันไปจับขั้วกับพรรคที่คะแนนน้อย ประชาชนไม่เลือก ไม่ลงคะแนนให้ ยิ่งประชาชนไม่อยากได้ ก็ต้องลุ้นว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นต่อ ส่วนนี้ถือเป็นอีกความน่ากังวล
นายธนิต กล่าวอีกว่า หากพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำและตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ นายเศรษฐา ทวีสิน ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทยและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ได้นั่งก้าวอี้นายกรัฐมนตรี คนที่ 30 ไม่ว่าจะจับขั้วกับใครเอกชนก็เห็นภาพแสงสว่างขึ้นมาบ้าง เพราะ นายเศรษฐา มีแบรนด์มาจากนักธุรกิจ ถือว่ามีต้นทุน เชื่อว่าจะบริหารประเทศได้ดี เพราะธุรกิจที่เคยทำก็ขนาดใหญ่ หลักแสนล้านบาท แตกต่างจากนักการเมืองที่ไม่มีต้นทุนเรื่องการบริหาร
“นายเศรษฐา เป็นนักธุรกิจแสนล้าน เชื่อว่าถ้าจะลงมือทำอะไร มีเดิมพันของตัวเอง คิดว่าคงบริหารประเทศในทิศทางที่เป็นประโยชน์ และรู้เรื่องเศรษฐกิจดี เรื่องการเงิน เรื่องอสังหา เป็นคนทำธุรกิจก็ต้องรู้ในทุกเรื่อง และนายเศรษฐอาจจะมีเพื่อนฝูงเยอะ ที่เก่งด้านเศรษฐกิจ อาจจะดึงเพื่อนคนเก่งๆมาเป็นที่ปรึกษามาชวนช่วยงาน” นายธนิต กล่าว
นายธนิต กล่าวว่า นอกจากนี้ นโยบายของพรรคเพื่อไทยก็ไม่ได้สุดโต่ง อาทิ เรื่องค่าแรงขั้นต่ำ ค่างจ้าง ที่ดูยืดหยุ่นพอสมควร เพราะพรรคเพื่อไทย เป็นพรรคที่เน้นเรื่องเศรษฐกิจ ค้าขาย อย่างนายเศรษฐา เองเป็นคนที่อยู่ในแวดวงธุรกิจอสังหา รู้ว่าถ้าขึ้นค่าแรงสูงไปก็กระทบ ผู้ประกอบการอยู่ไม่ได้ ดังนั้นพรรคเพื่อไทยไม่มีนโยบายที่สุดโต่ง หรือนโยบายทำให้อำนาจดั้งเดิมมีปัญหา แล้วความเชื่อมั่นคงตามมา หากพรรคเพื่อไทยตั้งรัฐบาลได้
“นโยบายของเพื่อไทยไม่ได้ต่างจากพรรคอื่นๆมาก แต่เพราะเป็นพรรคที่อยู่ในขั้วอนุรักษ์ ซึ่งอาจจะไม่ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะ หลายฝ่ายอาจจะตกลงกันได้ง่าย สิ่งที่กังวลจริงๆคือ ถ้าพรรคเพื่อไทยยังตั้งรัฐบาลไม่ได้ ช่วงไม่มีรัฐบาลหรือสุญญากาศทางการเมืองจะยาวออกไปอีกไหม คาดเดาไม่ได้จริงๆ” นายธนิต กล่าว

