ปิดจ๊อบโล่งใจไปตามๆ กัน สำหรับราคาดีเซล ณ วันที่ 21 กรกฎาคม 2566 ที่ยังคงไม่เกิน 32 บาทต่อลิตร
หลังสลับกลไกการดูแลราคา จากกระทรวงการคลัง เป็นกระทรวงพลังงาน!!
เดิมกระทรวงการคลังยกเว้นภาษีสรรพสามิตดีเซลลิตร 5 บาท มานานกว่า1 ปี เพื่อดูแลราคาดีเซลไม่ให้สูงกระทบค่าครองชีพประชาชน จนกระทั่งปัจจุบันไร้รัฐบาลอำนาจเต็มบริหาร มีเพียงรัฐบาลรักษาการ กระทรวงการคลังจึงประกาศไม่ต่ออายุลดภาษีที่สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2566 ปิดฉากการดูแลชั่วคราว รอรัฐบาลใหม่ตัดสินใจอีกครั้ง
เวลานี้ถึงคิวกระทรวงพลังงานเข้าดูแล โดยใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไม่มีกำหนดเวลา เพราะต้องการรอรัฐบาลใหม่เข้าบริหารจัดการเช่นกัน
⦁คลังเฉือนภาษีอุ้มดีเซลกว่า1ปี
ภารกิจลดภาษีสรรพสามิตดีเซล มาจากปัญหาราคาน้ำมันโลกเพิ่มขึ้นแบบฉุดไม่อยู่ จากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ช่วงต้นปี 2565 รัฐบาล โดยกระทรวงการคลัง จึงลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลง เริ่มตั้งแต่ 3 บาทต่อลิตรจนถึง 5 บาทต่อลิตร เพื่อช่วยเหลือผู้ใช้ดีเซล ทั้งประชาชน รถขนส่ง รถโดยสาร และอื่นๆ คิดเป็นปริมาณการใช้ทั่วประเทศประมาณ 70% หยุดยั้งค่าครองชีพที่จะพุ่งตามแน่นอนหากไม่ดูแลดีเซล
เริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2565 จนถึงปัจจุบัน รัฐบาลใช้มาตรการลดภาษีดีเซลไปแล้ว 7 ครั้ง รวมเป็นเงินกว่า 1.58 แสนล้านบาท รายละเอียด ดังนี้ ครั้งที่ 1 วันที่ 18 กุมภาพันธ์-20 พฤษภาคม 2565 ลดภาษีลิตร 3 บาท เป็นเวลา 3 เดือน รัฐสูญรายได้ 1.8 หมื่นล้านบาท ครั้งที่ 2 วันที่ 21 พฤษภาคม-20 กรกฎาคม 2565 ลดภาษีดีเซลลิตรละ 5 บาท เป็นเวลา 2 เดือน รัฐสูญรายได้ 2 หมื่นล้านบาท ครั้งที่ 3 ช่วงวันที่ 21 กรกฎาคม-20 กันยายน 2565 ลดภาษีดีเซลลิตรละ 5 บาท เป็นเวลา 2 เดือน รัฐสูญรายได้ 2 หมื่นล้านบาท
ครั้งที่ 4 วันที่ 21 กันยายน-20 พฤศจิกายน 2565 ลดภาษีดีเซลลิตรละ 5 บาท เป็นเวลา 2 เดือน รัฐสูญรายได้ 2 หมื่นล้านบาท ครั้งที่ 5 วันที่ 21 พฤศจิกายน 2565-20 มกราคม 2566 ลดภาษีดีเซลลิตรละ 5 บาท เป็นเวลา 2 เดือน รัฐสูญรายได้ 2 หมื่นล้านบาท ครั้งที่ 6 ช่วงวันที่ 21 มกราคม-20 พฤษภาคม 2566 ลดภาษีดีเซลลิตรละ 5 บาท เป็นเวลา 4 เดือน รัฐสูญรายได้ 4 หมื่นล้านบาท และครั้งที่ 7 วันที่ 21 พฤษภาคม-20 กรกฎาคม 2566 ลดภาษีดีเซลลิตรละ 5 บาท เป็นเวลา 2 เดือน รัฐสูญรายได้ 2 หมื่นล้านบาท
ทุกการลดภาษีดีเซล 1 บาท จะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ไป 2,000 ล้านบาทต่อเดือน!!
ระหว่างการลดภาษีครั้งที่ 7 กระทรวงการคลังสงสัญญาณชัดเจนว่าจะไม่ต่ออายุ เมื่อครบกำหนด 20 กรกฎาคม 2566
⦁โยนรัฐบาลใหม่ตัดสินใจ
สาเหตุที่ไม่ขยายต่อ เพราะถูกท้วงติงว่ารัฐบาลปัจจุบันไม่มีอำนาจอนุมัติได้ขัดต่อแนวทางปฏิบัติอันเนื่องมาจากการยุบสภาผู้แทนราษฎร ของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และอีกเหตุผลมองว่าควรปล่อยให้กระทรวงพลังงานใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นฝ่ายดูแลแทน เนื่องจากสถานการณ์พลังงานปัจจุบันไม่ได้อยู่ในภาวะวิกฤต โดยราคาน้ำมันดิบลดเหลือ 70-76 เหรียญต่อบาร์เรล อีกทั้งสถานะเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงก็มีภาระหนี้ในส่วนหนี้น้ำมันลดลงอย่างมาก จึงสามารถใช้กลไกกองทุนเข้าไปดูแลเองได้
มาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล จะมีการทำต่อหรือไม่ ต้องรอความชัดเจนนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่อีกครั้ง แต่การใช้มาตรการลดภาษีอย่างต่อเนื่อง และพร่ำเพรื่อ จะมีผลเสียต่อการจัดเก็บรายได้ภาพใหญ่ของรัฐบาล รวมถึงการสร้างภาระวินัยการคลังของประเทศในระยะยาวอย่างไม่จำเป็น ซึ่งที่ผ่านมารัฐต้องสูญเสียรายได้เกือบ 1.6 แสนล้านบาทแล้ว
สำหรับกรมสรรพสามิต ภาษีน้ำมัน ถือเป็นรายได้สำคัญอันดับต้นๆ ของกรม และการที่รัฐบาลออกมาตรการลดภาษีน้ำมันดีเซล ทำให้กรมสรรพสามิตเป็นกรมเดียวที่จัดเก็บรายได้ต่ำกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ
ผลการจัดเก็บรายได้กรมสรรพสามิต ในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2566 (ตุลาคม 2565-มิถุนายน 2566) จัดเก็บได้ 3.50 แสนล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมายบนเอกสารงบประมาณที่กำหนดไว้ 4.26 แสนล้านบาท หรือต่ำกว่า 7.57 หมื่นล้าน หรือ 17.8% และยังจัดเก็บได้ต่ำกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ถึง 4.35 หมื่นล้านบาท หรือ 11.1%
สาเหตุสำคัญคือมาตรการลดภาษีน้ำมันดีเซล!!
หากพิจารณาผลการจัดเก็บรายได้ภาษีน้ำมันย้อนหลัง 5 ปี ตั้งแต่ออกมาตรการภาษีดังกล่าว รายได้ภาษีน้ำมันมีแนวโน้มลดลงต่ำกว่าเป้าหมายเอกสารงบประมาณอย่างต่อเนื่อง แบ่งเป็นปีงบประมาณ 2565 เก็บภาษีน้ำมันได้ 1.67 แสนล้านบาท ต่ำกว่าเป้า 4.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งอยู่ในช่วงมาตรการลดภาษีน้ำมันดีเซล
ปีงบประมาณ 2564 เก็บภาษีน้ำมันได้ 2.03 หมื่นล้านบาท ต่ำกว่าเป้า 1.74 หมื่นล้านบาท ปีงบประมาณ 2563 เก็บภาษีน้ำมันได้ 2.24 แสนล้านบาทเกินเป้า 1.44 หมื่นล้านบาท ปีงบประมาณ 2562 เก็บภาษีน้ำมันได้ 2.10 แสนล้านบาท ต่ำกว่าเป้า 1.48 หมื่นล้านบาท และปีงบประมาณ 2561 เก็บภาษีน้ำมันได้ 2.24 แสนล้านบาท เกินเป้า 7,998 ล้านบาท
ทันทีที่กระทรวงการคลังส่งสัญญาณไม่ต่ออายุลดภาษีดีเซล และหากรัฐบาลไม่มีมาตรการช่วยเหลือ ปล่อยให้ดีเซลปัจจุบันไม่เกิน 32 บาทต่อลิตร ขึ้นไปถึง 37 บาทต่อลิตร สหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทยออกมาประกาศทันทีว่า จะปรับขึ้นราคาสินค้าแน่นอน จากต้นทุนดีเซลที่เพิ่มขึ้น 10%
⦁กบน.ตรึงดีเซล32บาทต่อลิตร
เมื่อทุกแรงกดดันมุ่งตรงมายังกระทรวงพลังงาน ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม จึงเห็นชอบให้ใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการรักษาเสถียรภาพราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลให้อยู่ที่ประมาณ 32 บาทต่อลิตร ตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2566 เป็นต้นไป รองรับการสิ้นสุดของมาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลง 5 บาทต่อลิตร วันที่ 20 กรกฎาคม 2566
โดยกลไกการอุ้มราคาของกองทุนน้ำมันฯครั้งนี้ ไม่ได้กำหนดกรอบเวลาสิ้นสุด แต่จะยึดสภาพคล่องของกองทุนน้ำมันฯเป็นหลัก เท่ากับว่าถ้าเงินหมดหนี้บานจนรับไม่ไหวก็สิ้นสุดมาตรการโดยพลันนั่นเอง
ปัจจุบันฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 16 กรกฎาคม ติดลบอยู่ที่49,829 ล้านบาท แบ่งเป็น บัญชีน้ำมันติดลบ 4,316 ล้านบาท และบัญชีแอลพีจีติดลบ 45,513 ล้านบาท
กระทรวงพลังงานยืนยันว่าจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากราคาน้ำมันดิบตลาดโลกเกิน 110-125 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จะมีการทบทวนราคา เพราะหากแบกรับราคา 32 บาทต่อลิตรอาจไม่ไหว ซึ่งปัจจุบันราคาน้ำมันดิบโลกยังอยู่ระดับไม่เกิน 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
ส่วนฐานะกองทุนน้ำมันฯในปัจจุบันแม้จะติดลบถึง 45,513 ล้านบาท แต่มีสภาพคล่องเพิ่มขึ้นหลังจากได้เงินกู้ยืมเข้ามาเติมในระบบ ซึ่งขณะนี้กองทุนชำระหนี้ให้ผู้ค้ามาตรา 7 ไปแล้วประมาณ 5.5 หมื่นล้านบาท จากการอุดหนุนราคาดีเซลไปก่อนหน้านี้ ทำให้เหลือเงินกู้อีกประมาณ 5.5 หมื่นล้านบาท สามารถนำมาใช้อุดหนุนราคาน้ำมันได้ จากเงินกู้ที่บรรจุเป็นหนี้สาธารณะแล้ว 1.1 แสนล้านบาท
ดังนั้น ยังเหลือวงเงินกู้ที่ยังไม่บรรจุเป็นหนี้สาธารณะอีกประมาณ 4 หมื่นล้านบาท จากกรอบวงเงินกู้ทั้งสิ้น 1.5 แสนล้านบาท
กระทรวงพลังงานทิ้งท้ายว่า หากมีรัฐบาลใหม่ กองทุนจะขอหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ ต่อมาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล 5 บาทต่อลิตร เนื่องจากปัจจุบันราคาน้ำมันดีเซลยังอยู่ในช่วงวิกฤตเกิน 30 บาทต่อลิตร และปลายปีราคาพลังงานขาขึ้น ขณะที่กองทุนยังติดลบ และมีภาระแบกรับดอกเบี้ย 2% ต่อปี
จึงอยากให้รัฐบาลชุดใหม่พิจารณาเรื่องนี้โดยด่วน!!

