ปะผุ ฐานะ ‘การคลัง’ เพิ่มรายได้-รื้อลดภาษี
ก ระทรวงการคลังให้สิทธิการหักลดหย่อนภาษีทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลก่อนนำไปคำนวณภาษีเงินได้ เพื่อช่วยดูแลค่าครองชีพ ส่งเสริมคุณภาพชีวิต สนับสนุนการออม ส่งเสริมการลงทุน และอื่นๆ อีกมากมาย
หลายปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันให้สิทธิลดหย่อนภาษีมากกว่า 20 รายการ
ช่วงเศรษฐกิจขาขึ้น ประชาชนมีรายได้ดีบริษัทห้างร้านมีผลประกอบการสูง ส่งผ่านภาษีให้รัฐเป็นกอบเป็นกำ การลดหย่อนภาษีคงไม่เป็นปัญหา
ทางกลับกัน เมื่อเศรษฐกิจเปราะบาง ฝืดเคือง เรื่องจัดเก็บรายได้เพิ่มให้เพียงพอกับรายจ่ายนับว่ายากเย็น สะท้อนตั้งแต่ปี 2550 จนถึงปัจจุบัน หรือ 16 ปีมาแล้ว ต้องจัดงบประมาณประจำปีขาดดุลมาโดยตลอด รัฐบาลต้องกู้เงินมาใช้จ่าย
ในปีงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ที่ยังค้างคาอยู่ ก็ไม่พ้นต้องขาดดุลเช่นกัน
ปัญหารายได้ รัฐไล่ไม่ทันรายจ่าย กระทรวงการคลังกำลังให้ความสำคัญอย่างจริงจัง นอกเหนือจากออกมาตรการเพื่อเพิ่มรายได้ การยกเลิก หรือจำกัดการหักลดหย่อนภาษีก็เป็นอีกแนวทางที่จะทบทวน
เมื่อเร็วๆ นี้ “กฤษฎา จีนะวิจารณะ” ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุถึงการจัดเตรียมมาตรการทั้งในส่วนการเพิ่มรายได้และลดรายจ่าย โดยที่ผ่านมากระทรวงการคลังใช้มาตรการลดหย่อนภาษีเข้าไปช่วยสนับสนุนการลงทุนในตลาดทุนมานานหลายปี ถามว่าเป็นการช่วยคนรวยมากเกินไปหรือไม่ ลดลงหน่อยได้หรือเปล่า เช่น อาจใช้วิธีนำค่าลดหย่อนหลายตัวมามัดรวมกัน แล้วกำหนดวงเงินค่าลดหย่อนรวม หรือแคปวงเงินสูงสุดเอาไว้ เพื่อจะนำเงินไปใช้ในกิจกรรมอย่างอื่นที่มีความจำเป็นมากกว่า ไม่ใช่ใครอยากออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ก็มาขอให้กระทรวงการคลังช่วยลดหย่อนภาษี ซึ่งผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่คนรวยซื้อทั้งนั้น
เท่ากับกระทรวงกำลังจะพุ่งเป้าไปยังมาตรการหักลดหย่อนภาษีในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน ซึ่งหลักๆ และเคยเปรยมาแล้วโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง “อาคม เติมพิทยาไพสิฐ” ที่จะเก็บภาษีการขายหุ้นตั้งแต่บาทแรก ไม่ว่านักลงทุนจะขายได้กำไร หรือขาดทุน มีการชงเรื่องและได้รับอนุมัติแล้วจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ยกเลิกการยกเว้นภาษีขายหุ้น โดยจะมีการเรียกเก็บภาษีจากธุรกรรมการขายหุ้น หรือ Transaction Tax
ทันทีที่มีกระแสข่าวดังกล่าวก็เกิดการคัดค้านจากหลายทิศทาง โดยเฉพาะสภา
ธุรกิจตลาดทุนไทย หรือ FETCO “ไพบูลย์ นลินทรางกูร” กรรมการ FETCO ได้ออกมาอธิบายและชี้ให้เห็นว่าการเรียกเก็บภาษีดังกล่าวจะ “ได้ไม่คุ้มเสีย” เพราะจะส่งผลเสียต่อตลาดหุ้นไทยในระยะยาว ที่ปัจจุบันขาดเสน่ห์อยู่แล้ว อย่างปีนี้ตั้งแต่ต้นปีนักลงทุนต่างชาติเดินหน้าขายหุ้นไทย ตั้งแต่มกราคม-มิถุนายนที่ผ่านมา ขายสุทธิแล้ว 1.07 แสนล้านบาท
หากยังมีความพยายามจะเดินหน้าเก็บภาษีขายหุ้น หรือเก็บภาษีกำไรจากการขายหุ้น (Capital Gain Tax) จะยิ่งบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันตลาดหุ้นไทยกับตลาดหุ้นอื่นๆ และเสี่ยงซ้ำเติมสภาพคล่องการซื้อขายจะยิ่งลดลงจากปัจจุบันมูลค่าซื้อขายปรับตัวลดลงเบาบางอย่างหนักในรอบหลายปีที่ผ่านมา จากเคยซื้อขายหลักแสนล้านบาทต่อวัน เหลือเพียง 3-4 หมื่นล้านบาทต่อวัน โดยเฉพาะมูลค่าซื้อขายจากกลุ่มนักลงทุนต่างชาติอาจจะหายไปอีก เพราะมีภาระตุ้นทุนเพิ่มขึ้นจากการโดนเก็บภาษี
อย่างไรก็ตาม สถานะปัจจุบันของ Transaction Tax หลังผ่านความเห็นชอบของ ครม.ยังค้างเติ่งอยู่ในขั้นตอนการตรวจร่างกฎหมายโดยคณะกรรมการกฤษฎีกา
อีกเรื่องที่มีการคาดเดากันว่ากระทรวงการคลังจะเสนอ ครม.ชุดใหม่คือการให้สิทธิลดหย่อนภาษีในกองทุนรวมเพื่อการลงทุนระยะยาว ซึ่งปัจจุบันมีกองทุนเอสเอสเอฟและ กองทุนอาร์เอ็มเอฟ โดยจะเสนอให้ทบทวนการให้สิทธิดังกล่าว เพราะมองว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้ผู้มีรายได้สูง
เป็นอีกเรื่องที่ต้องรอดูว่ารัฐบาลชุดใหม่จะยอมตามกระทรวงการคลังหรือไม่ เพราะจุดประสงค์เริ่มต้นคือต้องการให้คนไทยเก็บออม ที่ผ่านมาเคยไม่ต่ออายุกองทุนแอลทีเอฟที่หมดอายุโครงการไปแล้ว แต่สุดท้ายต้องนำกลับมาใช้ใหม่คือกองทุนเอสเอสเอฟ เพราะกระแสเงินลงทุนผ่านกองทุนเหล่านี้ที่ผู้ลงทุนมักจะซื้อกองทุนในช่วงปลายปีเพื่อขอลดหย่อนภาษีประจำปีจะมีจำนวนมาก สร้างความคึกคัก
ผลักดันดัชนีและมาร์เก็ตแคปของตลาดหุ้นไทยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะ
แต่การไม่ต่ออายุกองทุนแอลทีเอฟซึ่งหมดอายุโครงการเมื่อสิ้นปี 2562 บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส เคยทำข้อมูลไว้ ระบุว่าดัชนีหุ้นไทยอาจปรับตัวลดลงแรง เพราะเงินสะสมของนักลงทุนในกองทุนแอลทีเอฟที่มีกำหนดระยะเวลาถือครอง 7 ปีปฏิทิน เมื่อครบกำหนดจะเกิดการไถ่ถอน ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 180,221 ล้านบาท
ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นแล้วเมื่อปี 2563 ทั้งนักลงทุนรายย่อยและสถาบันเทขายหุ้นออก เพราะแพนิกและลดความเสี่ยง ส่งผลให้ดัชนีหุ้นไทยปรับลดลงกว่า 60 จุด
ด้าน “อิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต” รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ให้ความเห็นกรณีกระทรวงการคลัง เตรียมเสนอรัฐบาลชุดใหม่พิจารณาแผนปฏิรูปการจัดเก็บรายได้รัฐบาล โดยว่า เป็นการปฏิรูปภาษี เพื่อสนับสนุนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสนับสนุนเรื่องเศรษฐกิจสีเขียว (ESG) มีหลายข้อที่น่าสนใจ ซึ่งภาคอุตสาหกรรมก็พอรับทราบแนวทางมาก่อนหน้าแล้ว และมีการปรับตัวรองรับมาบ้าง ดังนี้
1.ภาษีสิ่งแวดล้อม เช่น ภาษรถยนต์อีโค คาร์ (Eco Car) ที่จัดเก็บตามการปล่อยการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เป็นต้น และ 2.ภาษีสุขภาพ เช่น การเก็บตามค่าความหวาน หรือค่าความเค็ม เป็นต้น ซึ่งทางภาคอุตสาหกรรมต้องปรับตัวผลิตสินค้าเพื่อ
รองรับกับการปรับโครงสร้างภาษีดังกล่าวให้เหมาะสมต่อไป
สำหรับเรื่องการจัดเก็บภาษีด้านสิ่งแวดล้อมมองว่าเป็นเทรนด์ที่ภาคอุตสาหกรรมของทุกประเทศต้องปรับตัวอยู่แล้ว แต่ต้องจับตาอีกครั้งว่าการจัดเก็บภาษีดังกล่าวจะออกมาให้ลักษณะใด ต้องรอดูรายละเอียดจากกระทรวงการคลังอีกครั้ง
“ยืนยันว่าภาคอุตสาหกรรมและโรงงานต่างๆ พร้อมปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ของโลกอยู่แล้ว โดยปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมได้ให้ความสำคัญและขับเคลื่อน ถือเป็นก้าวหนึ่งของการปรับตัว” รองประธาน ส.อ.ท.ระบุ
ทั้งนี้ จากข้อมูลกระทรวงอุตสาหกรรมพบว่าปัจจุบันมีโรงงาน 73,654 แห่ง แบ่งเป็น นอกนิคมอุตสาหกรรม 68,895 โรงงาน และในนิคมฯ 4,759 โรงงาน แม้สถานการณ์การเมืองยังไม่ชัดเจนว่าใครจะมาเป็นนายกฯ แต่ในที่สุดประเทศต้องมีรัฐบาลจนได้ ปัญหาการจัดเก็บรายได้เติบโตไม่ทันรายจ่าย ประกอบกับนโยบายหาเสียงที่ไม่ว่าจะพรรคการเมืองใดเข้ามาบริหารต้องใช้งบประมาณมหาศาล
ดังนั้น คงเลี่ยงได้ยากที่มาตรการ ข้างต้นจะถูกงัดมาใช้ พร้อมเตรียมรับมือผลข้างเคียงที่จะตามมา

