กองทุนน้ำมันฯ อุ้มดีเซลได้ถึงสิ้นปีนี้ คลังเดินหน้าเก็บภาษีเพิ่มรายได้รัฐ มั่นใจปีงบ 67 กลับมาปกติ
นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวถึงการยกเลิกมาตรการต่ออายุลดภาษีสรรพสามิตดีเซล ว่า กระทรวงการคลังยืนยันไม่ต่ออายุมาตรการดังกล่าวที่หมดลงเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2566 เพราะที่ผ่านมากรมสรรพสามิตสูญเสียรายได้เดือนละ 1 หมื่นล้านบาท ตั้งแต่ออกมาตรการลดภาษีน้ำมันดีเซลปีที่ผ่านมาถึงปัจจุบันสูญรายได้แล้วกว่า 1.2 แสนล้านบาท ประมาณการปี 2567 รายได้ส่วนนี้จะกลับมา และประชาชนไม่ต้องกังวลเรื่องราคาน้ำมัน เนื่องจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบตรึงราคาน้ำมันไม่เกิน 32 บาทต่อลิตร โดยใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงดูแล แทนการใช้กลไกการลดภาษีน้ำมันดีเซลของกรมสรรพสามิต
“ที่ผ่านมากองทุนน้ำมันเคยติดลบแสนกว่าล้านบาท ตอนนี้ลดลงมาเหลือประมาณ 5 หมื่นล้านบาท และกลับสู่ภาวะปกติ ประกอบกับได้มีพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ผ่อนผันให้กระทรวงการคลังค้ำประกันการชำระหนี้ของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2565 วงเงิน 1.5 แสนล้านบาท ขณะนี้ยังมีวงเงินเหลือนำมาใช้ดูแลได้ โดยมีการหารือกับ นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน แล้ว กองทุนน้ำมันฯ สามารถในการดูแลราคาดีเซลถึงสิ้นปี 2566”นายกฤษฎา กล่าว
นายเกรียงไกร พัฒนาภรณ์ รองอธิบดีกรมสรรพสามิต ในฐานะโฆษกกรมสรรพสามิต กล่าวว่า หลังจากสิ้นสุดมาตรการลดภาษีน้ำมันดีเซล กรมสรรพสามิตจะเก็บภาษีน้ำมันดีเซลตามปกติ คาดจะจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้นเดือนละ 1 หมื่นล้านบาท สนับสนุนให้กรมจัดเก็บรายได้ใกล้เคียงเป้าหมายตามเอกสารงบประมาณปี 2566 ที่กำหนดไว้ 5.67 แสนล้านบาท จำนวนนี้คิดเป็นภาษีน้ำมัน 4.6 แสนล้านบาท
นายเกรียงไกร กล่าวว่า ช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2566(1ตุลาคม2565-30มิถุนายน) กรมสรรพสามิตเก็บรายได้ได้ 3.5 แสนล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 7.5 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น ภาษีน้ำมัน 8.1 หมื่นล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ -50.79%, ภาษีรถยนต์ 7.8 หมื่นล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 9.43%, ภาษีเบียร์ 6.7 หมื่นล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 2.90%, ภาษีสุรา 5 หมื่นล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 8.13%, ภาษียาสูบ 4.4 หมื่นล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ -14.19%, และภาษีเครื่องดื่ม 1.9 หมื่นล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 9.16%

