เอกชน ตบเท้าขึ้นเวทีสัมนาฯ ฉายภาพธุรกิจ-ความท้าทายบนเทรนด์ ‘อีเอสจี’
เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม ที่สามย่านมิตรทาวน์ น.ส.ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ รองประธานกรรมการอาวุโส กลุ่มบริษัท ไทยซัมมิท กล่าวภายในงาน ESG : Game Changer ในหัวข้อ เปลี่ยนให้ทันโลก ว่า โลกร้อนที่แลกมาด้วยความสุขสบายกำลังจะหมดไป คาถามคือเราจะอยู่อย่างสุขสบายบนโลกนี้โดยที่ไม่ทำลายล้างโลกได้อย่างไร ในส่วนของอุตสาหกรรมยานยนต์ อยู่ในช่วงปรับตัวบนความท้าทายของ ESG ซึ่งสวนทางกับการลงทุนที่เกี่ยวข้อง ESG น้อยลงทุกปี โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ ที่ยังได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากภาคการผลิต รวมถึงการที่อุตสาหกรรมยานยนต์ยังไม่ฟื้นจากช่วงโควิด-19 ปัญหาการขาดแคลนชิปยังไม่คลี่คลายเท่าที่ควร
น.ส.ชนาพรรณกล่าวอีกว่า ดังนั้น สิ่งที่เรายังพอทำได้คือการเฝ้าติดตามสถานการณ์ต่อไป ส่วนเรื่องการยกระดับมาตรฐาน ESG ของอุตสาหกรรมยานยนต์ ต้องเข้าใจก่อนว่ากว่าจะได้รถหนึ่งคันเกิดการการประกอบจากหลายบริษัททั่วโลก ดังนั้น การผลักดันเรื่อง ESG ต้องร่วมมือกันของทุกคนในอุตสาหกรรม โดยดำเนินการบนปรัชญาในการทำธุรกิจแบบใหม่ คือ 1.การมีรถที่ดี 2.ปกป้องโลก และ 3.เติบโตอย่างยั่งยืน

ด้าน นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวในหัวข้อ The Great Remake ว่า ที่ผ่านมาบางจากได้สนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในกลุ่มมอเตอร์ไซค์รับจ้าง และไรเดอร์ ซื้อธุรกิจท่อจากบริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เพื่อใช้ขนส่งน้ำมัน ลดการขนส่งโดยรถยนต์ และในปัจจุบันบางจากยังกำลังก่อตั้งโรงงานผลิตน้ำมันเครื่องบินจากน้ำมันที่ใช้แล้ว โดยใช้เงินลงทุนกว่า 10,000 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการ “ทอดไม่ทิ้ง”
นายชัยวัฒน์กล่าวอีกว่า โดยเป็นการนำน้ำมันพืชที่ใช้แล้วจากการทำอาหาร มานำเข้ากระบวนการเพื่อผลิตเป็นไบโอดีเซลที่สามารถนำไปผสมกับน้ำมันเครื่องบินได้ ซึ่งจะสามารถผลิตน้ำมันได้กว่า 1 ล้านลิตรต่อวัน ลดการปล่อยคาร์บอนได้ 8 หมื่นตันต่อปี ซึ่งจะเรียกว่าเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน ร่วมกับพันธมิตร และคาดว่าจะพร้อมให้บริการอุตสาหกรรมการบินทั้งในและต่างประเทศในไตรมาส 4 ของปี 2024 ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่าบางจากดำเนินงานด้านพลังงานมาอย่างต่อเนื่อง และมองเรื่อง ESG เป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจมาเสมอ

ขณะที่ นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวในหัวข้อ ESG เส้นทางใหม่ ไร้ขีดจำกัด ว่า ขณะนี้ ต้องยอมรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยไม่เท่ากันในแต่ละภาคส่วน โดยส่วนตัวมีความกังวลเรื่องภาวะเอลนีโญที่ต้องมีการบริหารจัดการน้ำต่อเนื่องอีกอย่างน้อย 1 ปีครึ่ง เรื่อง ESG จึงมีความสำคัญเป็นโอกาสของธุรกิจ ถ้าองค์กรทำได้เร็ว ทำได้หนักแน่น และสามารถเป็นผู้นำในเช็กเตอร์ จะส่งผลให้ขายของได้ นำหน้าผู้อื่น และดึงดูดพนักงานเก่งๆ ได้ ส่วนในระยะยาวมีความเป็นห่วงเรื่องสังคมผู้สูงอายุสูงขึ้น คนวัยทำงานน้อยลง การจับจ่ายใช้สอยในประเทศจะลดลงตามไปด้วย

ปิดท้ายด้วย น.ส.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวในหัวข้อ Sustain or Dei ว่า ESG มาแล้ว หน้าที่ของบริษัทคือเกาะแนวโน้มนี้ ทำกำไรกับเทรนด์นี้ เพราะผู้บริโภคให้ความสำคัญด้านการเลือกซื้อสินค้าด้านความยั่งยืน ขณะที่ ภายใต้การแข่งขันและต้นทุนที่สูงขึ้นมาก จะทำอย่างไรในการหาโอกาสในการทำธุรกิจ เพราะเมื่อไรที่มีความท้าทาย เมื่อนั้นมีโอกาส กล่าวคือทุกความท้าทายที่เกิดขึ้น จะมีความต้องการใหม่เกิดขึ้นเช่นกัน

น.ส.เกษรากล่าวอีกว่า ดังนั้น บริษัท จึงได้วางกลยุทธ์บนสิ่งที่เสนาฯ ขายอยู่ โดยมี 4 เรื่องที่ท้าทายทางสังคม คือ 1.โลกร้อน 2.ด้านสุขภาพ 3.ความไม่เท่าเทียมกันในสังคม ทำให้ความสามารถในการซื้อที่อยู่อาศัยลดลง และ 4.การเติบโตของสังคมเมือง ดังนั้น สิ่งที่เสนาฯ นำมาพัฒนาต่อนอกจากจะขายบ้านแล้ว ยังขายลีฟวิ่งโซลูชั่น หรือการใช้ชีวิตภายในบ้าน เพื่อให้เกิดการลดการปล่อยคาร์บอนฯ

