หน้าแรก เศรษฐกิจ มาตรการแบงก์ช...

มาตรการแบงก์ชาติ สกัดหนี้ครัวเรือนพุ่ง

26.07.23 | 05:45 น.

มาตรการแบงก์ชาติ สกัดหนี้ครัวเรือนพุ่ง

ปัญหาหนี้ครัวเรือนยังคงเป็นมรสุมลูกใหญ่กัดเซาะการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับประชาชนโดยตรง ถ้ากำลังซื้อครัวเรือนลดลง เงินที่จะหมุนเวียนในเศรษฐกิจจะทยอยลดลงตาม เพราะต้นตอของปัญหาคือ หนี้ ที่คอยฉุดรั้งการใช้จ่ายอยู่เสมอ ซึ่งมรสุมลูกนี้ก็ค่อยๆ โตขึ้น และมีกำลังแรงพอจะซัดเศรษฐกิจไทยให้ล้มลงได้ทุกเมื่อ

หากดูข้อมูลล่าสุดจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยตัวเลขหนี้ครัวเรือนไตรมาส 1/2566 อยู่ที่ระดับ 90.6% ต่อจีดีพี หรือมีมูลหนี้ของคนไทยรวมอยู่ที่ 16 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นระดับที่ค่อนข้างสูง หากเทียบกับระดับที่ยั่งยืนที่ 80% ต่อจีดีพี อันเป็นระดับที่ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) มองว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวต่อได้โดยไม่สะดุดภายในอีก 5 ปีข้างหน้านี้

ทั้งนี้ จากสัดส่วนหนี้ที่เกิดขึ้นประกอบด้วย 4 ส่วนใหญ่ คือ 1.หนี้เสียที่อยู่ในปัจจุบัน (รหัส 21) โดยหนี้ส่วนใหญ่ประมาณ 60% จะมาจากสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) ผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (นอนแบงก์) 30% และมาจากธนาคารพาณิชย์ 10% โดยเฉพาะส่วนใหญ่เป็นหนี้ส่วนบุคคล และหนี้ในภาคเกษตร 2.หนี้ที่เป็นปัญหาเรื้อรัง ซึ่งยังไม่เป็นหนี้เสีย แต่ปิดจบไม่ได้ เช่น กู้หนี้ใหม่ไปจ่ายหนี้เก่า จ่ายขั้นต่ำหนี้บัตร บัตรกดเงินสด กู้สหกรณ์เพิ่มตามเงินเดือนที่เพิ่มจนเกษียณ และหนี้เกษตรกรที่ชำระดอกเบี้ยเป็นหลัก 3.หนี้ใหม่ที่เพิ่มขึ้นเร็ว และอาจเป็นหนี้เสียหรือหนี้เรื้อรังในอนาคต ได้แก่ หนี้ภาคเกษตร และหนี้บัตรเครดิต หนี้ส่วนบุคคล และ 4.หนี้นอกระบบ ซึ่งอาจดึงให้หนี้ในระบบมีปัญหาไปด้วย

หลังจาก ธปท.ออกนโยบายผลักดันให้เจ้าหนี้หาแนวทางการช่วยเหลือ เช่น การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ เปิดให้มีคลินิกแก้หนี้ มหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ และทางด่วนแก้หนี้นั้น ทำให้ยอดหนี้ดังกล่าวลดลงจากจุดสูงสุดในเดือนตุลาคม 2565 ที่ 4.7 ล้านบัญชี แต่ก็ยังมีความผันผวนรายเดือน โดย ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2566 อยู่ที่ 4.4 ล้านบัญชี

Advertisement

อย่างไรก็ตาม ธปท.ไม่ได้ชะล่าใจ และให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมา ธปท.ได้ปรับมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เช่น ออกมาตรการปูพรมเพื่อช่วยเหลือคนในวงกว้างได้โดยเร็ว ก่อนปรับเป็นมาตรการช่วยเหลือเฉพาะจุดหลังสถานการณ์เศรษฐกิจปรับดีขึ้น แต่ยังไม่ทั่วถึง

ขณะที่ปัจจุบันแม้เศรษฐกิจฟื้นตัวชัดเจนขึ้น แต่ยังมีลูกหนี้บางกลุ่มที่รายได้ฟื้นตัวช้า จึงปิดจบหนี้ไม่ได้ ธปท.จึงจะออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ให้ตรงจุดและยั่งยืนขึ้น

น.ส.สุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายกำกับสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวว่า นอกจากมาตรการจะเร่งบังคับใช้ก่อน คือ การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (responsible lending) จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2567 โดยสรุปหลักเกณฑ์มีสาระสำคัญ ดังนี้ ผู้ให้บริการต้องให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรมแก่ลูกหนี้ตลอดวงจรหนี้ เริ่มตั้งแต่ก่อน/กำลังจะเป็นหนี้ ต้องโฆษณาและเสนอขายผลิตภัณฑ์ โดยให้ข้อมูลที่ครบถ้วน ถูกต้อง ชัดเจน ไม่กระตุ้นให้ลูกหนี้เป็นหนี้เกินตัว ระหว่างเป็นหนี้ ต้องกระตุกพฤติกรรมลูกหนี้ (nudge) รวมถึงสร้างเครื่องมือช่วยสนับสนุนให้ลูกหนี้มีวินัยทางการเงิน เช่น ทำระบบอัตโนมัติให้ลูกหนี้จ่ายชำระมากกว่าขั้นต่ำ เพื่อช่วยลดภาระดอกเบี้ย และเมื่อลูกหนี้มีปัญหาชำระหนี้ ต้องมีแนวทางช่วยเหลือที่เหมาะกับความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ และเมื่อจะดำเนินคดีและโอนขายหนี้ ต้องแจ้งสิทธิและข้อมูลสำคัญแก่ลูกหนี้ ไกล่เกลี่ยหนี้ ตลอดจนผู้รับโอนหนี้ต้องกำหนดเงื่อนไขการชำระหนี้อย่างเหมาะสม

ขณะเดียวกัน ธปท.จะดูแลกลุ่มลูกหนี้เรื้อรัง โดยจะออกมาตรการการดูแลหนี้เรื้อรัง (Persistent Debt) ปัจจุบันพบว่ามีประมาณ 500,000 บัญชี สำหรับผู้จะเข้าร่วมมาตรการแก้หนี้เรื้อรังจะเป็นกลุ่มลูกหนี้ในสินเชื่อส่วนบุคคล ที่เป็นลูกหนี้สินเชื่อส่วนบุคคลประเภทหมุนเวียน (revolving personal loan) โดยมีสถานะเป็นลูกหนี้ปกติ แต่ชำระหนี้ลักษณะจ่ายดอกเบี้ยมากกว่าจ่ายเงินต้น ซึ่งมาตรการจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 เมษายน 2567

สำหรับกลุ่มลูกหนี้จะเข้าร่วมมาตรการแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มสีเขียว (General PD) โดยที่มองย้อนหลัง 3 ปี ลูกหนี้จ่ายดอกเบี้ยมากกว่าเงินต้น เบื้องต้น ธปท.จะให้ผู้ประกอบการกระตุกพฤติกรรมลูกหนี้โดยส่งสัญญาณ (ข้อความ) ว่าลูกหนี้มีโอกาสเป็นหนี้เรื้อรัง จึงแนะนำให้จ่ายชำระหนี้ต่อเดือนให้มากขึ้น เพื่อลดภาระดอกเบี้ยและปิดจบหนี้ได้เร็วขึ้น 2.กลุ่มสีแดง (Sever PD) ธปท.กำหนดปัจจัยลูกหนี้จะเป็นกลุ่มนี้ 2 ประเด็น 1.มองย้อนกลับไป 5 ปี ลูกหนี้จ่ายดอกเบี้ยมากกว่าเงินต้นจะเรียกว่าเป็นหนี้เรื้อรัง 2.รายได้ ถ้าเป็นลูกหนี้ธนาคารพาณิชย์และกลุ่มธุรกิจจะต้องมีรายได้ต่ำกว่า 20,000 บาทต่อเดือน ขณะที่ลูกหนี้กลุ่มนอนแบงก์อื่นๆ กำหนดรายได้ต่ำกว่า 10,000 บาทต่อเดือน

ทั้งนี้ ผู้ประสงค์จะเข้าร่วมการปรับโครงสร้างหนี้ (opt-in) ภายใต้มาตรการแก้หนี้เรื้อรังจะสามารถปิดจบหนี้ได้ภายใน 5 ปี และมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 15% ต่อปี จากเดิมผู้ให้บริการต้องได้รับดอกเบี้ยจากกลุ่มนี้ตามสัญญาเดิมสูงสุด 25% เป็นระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 5 ปี ซึ่ง ธปท.ขอให้เจ้าหนี้ลดดอกเบี้ย เพื่อให้ลูกหนี้สามารถจ่ายหนี้ได้และมีเงินเหลือพอดำรงชีพ ขณะเดียวกัน ลูกหนี้ต้องปิดวงเงินสินเชื่อส่วนบุคคลประเภทหมุนเวียนดังกล่าว เพื่อไม่ก่อหนี้เพิ่ม และควรรายงานประวัติข้อมูลเครดิตว่าลูกหนี้ได้ปรับโครงสร้างหนี้

“จากกระแสข่าวที่ระบุว่าถ้าแก้หนี้แบบมาตรการการดูแลหนี้เรื้อรังข้างต้น จะทำให้ต้องผ่อนชำระค่างวดที่สูงขึ้นหรือไม่นั้น ธปท.ยืนยันว่าลูกหนี้ส่วนใหญ่จะไม่ต้องผ่อนชำระหนี้ในอัตราที่เพิ่มสูงขึ้น เพราะด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ลดเหลือไม่เกิน 15% ต่อปี จะทำให้การผ่อนชำระเท่าเดิม แต่สามารถนำค่างวดไปตัดชำระเงินต้นได้มากขึ้น จึงทำให้สามารถปิดจบหนี้ได้จริงภายใน 5 ปี”
น.ส.สุวรรณีกล่าว

ด้านแวดวงการเงินอย่าง น.ส.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวถึงการดำเนินมาตรการแก้หนี้เรื้อรังเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี และเป็นความช่วยเหลือที่มีกลุ่มเป้าหมายชัดเจน อย่างไรก็ตาม การแก้หนี้ในกลุ่มดังกล่าวอาจจะไม่ใช่กลุ่มหนี้ก้อนใหญ่ เพราะการกำหนดเงื่อนไขของผู้เข้าร่วมมาตรการมีการกำหนดทั้งด้านรายได้อยู่ที่ 10,000-20,000 บาท อีกทั้งมาตรการนี้ยังต้องได้รับความยินยอมจากทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ เพื่อร่วมปรับโครงสร้างหนี้อย่างจริงจังตลอดระยะเวลา 5 ปี สำหรับปลดหนี้ก้อนดังกล่าว จึงมองว่าระยะแรกการแก้หนี้ที่เป็นเฉพาะกลุ่ม จึงยังไม่ใช่การแก้หนี้ก้อนใหญ่ หรือจะทำให้ในภาพใหญ่สัดส่วนหนี้ครัวเรือนลดลงโดยทันที ขณะเดียวกัน มาตรการแก้หนี้เรื้อรังจะเป็นมาตรการที่ดีที่จะช่วยให้ลูกหนี้เข้าใจเรื่องการชำระเงินเพื่อช่วยลดการเป็นหนี้เรื้อรังได้

ทั้งนี้ สำหรับหนี้ครัวเรือนที่ผ่านมายังไม่ถูกแก้ไขได้ทั้งระบบ หรือภาคครัวเรือนยังไม่สามารถปลดหนี้ได้ เนื่องจากภาคครัวเรือนกลุ่มนี้ยังเผชิญกับปัญหารายได้ไม่สัมพันธ์กับภาระหนี้สิน ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาทางการเงินในด้านอื่นๆ เช่น การออมต่ำ ไม่มีสภาพคล่องเพียงพอรองรับหากเกิดกรณีฉุกเฉิน แม้ว่าเศรษฐกิจในภาพรวมจะทยอยฟื้นตัวกลับมาแล้วก็ตาม

ดังนั้น การจะแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนของไทยให้ได้อย่างยั่งยืน และสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีของไทยจะลดลงมากและเร็วแค่ไหนในระยะข้างหน้านั้น คงต้องมีการติดตามผลสัมฤทธิ์และปรับปรุงมาตรการให้มีความเหมาะสมอยู่เป็นระยะ

“โจทย์หนี้ครัวเรือนในระยะข้างหน้านั้นยังมีความซับซ้อน เพราะเกี่ยวข้องกับประเด็นด้านรายได้และพฤติกรรมการก่อหนี้ของภาคครัวเรือน รวมถึงโครงสร้างประชากรไทยมีแนวโน้มเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยโดยสมบูรณ์เร็วกว่าที่คาด ทำให้ครัวเรือนมีข้อจำกัดในการแก้หนี้มากขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน” น.ส.กาญจนากล่าวทิ้งท้าย