คลัง ลดจีดีพี 66 เหลือ 3.5% เหตุโครงสร้าง นทท.เปลี่ยน รายได้ต่อหัวลด จีดีพี Q1/66 น้อยกว่าที่คาด
เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลัง ประมาณการว่าเศรษฐกิจไทยปี 2566 อยู่ที่ 3.5% (ช่วงคาดการณ์ที่ 3.0 ถึง 4.0%) ซึ่งลดลงจากการประมาณการเมื่อเดือนเมษายน 2566 ที่ประมาณไว้ 3.6% หรือปรับลดลง 0.1% และลดลงจากการประมาณการเมื่อเดือนมกราคม 2566 ที่ 3.8%
ทั้งนี้ ปรับลดลง เนื่องจากการคาดการณ์รายได้นักท่องเที่ยวลดลง เพราะโครงสร้างที่เปลี่ยนจากนักท่องเที่ยวชาวจีน เป็นส่วนใหญ่จากมาเลเซียมากกว่า จึงทำให้รายได้เฉลี่ยต่อหัวลดลง การส่งออกที่ชะลอตัวลง และแถลงตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ไตรมาสที่ 1 ปี 2566 จากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ที่ 2.7% ซึ่งน้อยกว่าที่หลายสำนักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้
นายพรชัยกล่าวว่า แรงสนับสนุนจากภาคการท่องเที่ยวและอุปสงค์ภายในประเทศที่ขยายตัวได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคเอเชียที่เพิ่มขึ้นมาก ซึ่งคาดว่าทั้งปี 2566 จะมีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศเดินทางเข้ามาในประเทศไทยจำนวน 29.5 ล้านคน ขยายตัวที่ 164.2% ต่อปี และการบริโภคภาคเอกชนที่คาดว่าจะขยายตัวได้ต่อเนื่องที่ 4.5% ตามการเพิ่มขึ้นของรายได้และแรงกดดันของอัตราเงินเฟ้อที่คลี่คลายลง รวมทั้งการลงทุนภาคเอกชนคาดว่าขยายตัวที่ 2.6% จากความเชื่อมั่นของเศรษฐกิจภายในประเทศที่เริ่มกลับมาดีขึ้นตามทิศทางของเศรษฐกิจโดยรวม
อย่างไรก็ดี การดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกาและกลุ่มสหภาพยุโรปยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจคู่ค้าสำคัญของไทย จึงคาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐจะหดตัวที่ -0.8% นอกจากนี้ การบริโภคภาครัฐคาดว่าหดตัวที่ -2.1% ในขณะที่การลงทุนภาครัฐคาดว่าจะขยายตัวเพียง 2.2% โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากกระบวนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ที่ล่าช้ากว่าปีที่ผ่านมา
นายพรชัยกล่าวว่า ในด้านเสถียรภาพภายในประเทศ คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ 1.7% เนื่องจากแรงกดดันจากราคาสินค้าในหมวดพลังงานได้คลี่คลายลงตามลำดับ ประกอบกับมาตรการบรรเทาภาระค่าไฟฟ้าของภาครัฐที่ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน
สำหรับปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ซึ่งต้องติดตามอย่างใกล้ชิด อาทิ
- ความต่อเนื่องในการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากประเทศหลักๆ เช่น จีน มาเลเซีย เกาหลีใต้ อินเดีย และรัสเซีย
- สถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ส่งผลต่อทิศทางเงินเฟ้อในประเทศ
- สถานการณ์เศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาและเศรษฐกิจจีน
- ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลกในภูมิภาคต่างๆ เช่น ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน การแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างจีนและสหรัฐ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลกและการค้าระหว่างประเทศ

