ชาวนาชัยนาท ชำแหละ 3 ข้อ ต้นตอทำจนซ้ำซ้อน ชี้ รัฐขาดความใส่ใจจริงจัง
เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม จากประเด็นการสำรวจพบว่าชาวนาของไทยเป็นชาวนาชาติที่จนที่สุดในอาเซียนนั้น ผู้สื่อข่าวได้สัมภาษณ์ชาวนาในจ.ชัยนาท ถึงเรื่องดังกล่าวว่าอะไรคือสาเหตุของปัญหาความยากจนในชาวนาไทย
นายศักดิ์ พูลพ่วง ชาวนาใน อ.วัดสิงห์ เปิดเผยว่า ต้นเหตุที่ทำให้ชาวนาไทยยังยากจน แม้จะพยายามทำนามากขึ้นหรือถี่ขึ้น ก็คือเรื่องของต้นทุนการผลิต ที่หลักๆคือราคาของปุ๋ย ยา เคมีเกษตรต่างๆ ที่ราคาแพงขึ้นอย่างไร้การควบคุม ยกตัวอย่างที่เห็นชัดเจนคือปุ๋ย ที่เมื่อปี 2565 ขายราคากระสอบละ 700-750 บาท แต่ปัจจุบันราคาพุ่งไปถึง 1,300-1,400 บาท ซึ่งไม่สอดคล้องกับราคาข้าวเปลือกที่ไม่ได้ขึ้นตามไปด้วย โดยล่าสุดราคาข้าวเปลือกยังอยู่ที่ตันละไม่เกิน 10,000 บาท
โดยเป็นที่สังเกตุว่าก่อนที่ราคาปุ๋ยจะปรับขึ้นทุกครั้ง จะเปิดการขาดตลาดของปุ๋ยที่ใช้ในการปลูกข้าว เหมือนมีการกักตุนเพื่อปั่นราคา หลังจากนั้นราคาปุ๋ยก็จะขึ้นพรวดทันทีโดยที่ทางภาครัฐไม่สามารถทำอะไรได้ ภาระการแบกรับต้นทุนจึงตกไปอยู่ที่ชาวนาอย่างเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรมและขาดการใส่ใจจากภาครัฐ

สาเหตุที่ 2 คือเรื่องของน้ำ ต้นทุนในการเพาะปลูกที่การบริหารจัดการของหน่วยงานรัฐค่อนข้างล้มเหลว บางปีน้ำแล้งจนนาข้าวเสียหาย บางปีน้ำมากจนท่วมนาข้าวพื้นที่เกษตรจมบาดาล ซึ่งทั้ง 2 เหตุการณ์ ล้วนแต่สร้างความสูญเสีย ยามเมื่อนาแล้งชาวนาก็ต้องดิ้นรนหาน้ำบาดาล แบกภาระต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสูบน้ำขึ้นมาเพาะปลูก ยามน้ำมากก็ถูกท่วมจนเสียหายขาดทุน ไม่มีความแน่นอนในเรื่องของการบริหารจัดการน้ำ รายได้หรือผลผลิตจึงไม่คงเส้นคงว่า ไม่แน่ไม่นอน
นายศักดิ์ กล่าวต่อว่า ประเด็นที่ 3 ก็คือการกำหนดราคารับซื้อข้าวที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ตกอยู่ในกลุ่มธุรกิจค้าข้าว ซึ่งจะเรียกได้ว่าข้าวเปลือกขายถูก ข้าวสารขายแพงก็ไม่ผิดนัก ขาดความสมดุลของต้นทางกับปลายทาง ดังนั้นภาครัฐจึงควรเข้ามาดูแลควบคุมเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพื่อให้ผลประโยชน์ในวงการข้าวไทยกระจายไปในทุกกลุ่มของระบบ โดยเฉพาะชาวนาควรจะมีส่วนผลกำไรจากการเป็นผู้ผลิตตั้งต้นมากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะระบบในอดีตมาจนถึงปัจจุบันเป็นระบบเกษตรธุรกิจที่ผลประโยชน์เอียงข้าง ไปทางฝั่งนายทุนมากว่าชาวนา จึงอยากให้ภาครัฐตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้ เพื่อที่ชาวนาไทยจะได้หลุดพ้นความยากจนเสียที

