หน้าแรก เศรษฐกิจ ถอดรหัสบทวิเค...

ถอดรหัสบทวิเคราะห์ 10 ปี ชาวนาไทย สู่เส้นทาง ‘เลิกจน’

28.07.23 | 05:38 น.

ถอดรหัสบทวิเคราะห์ 10 ปีชาวนาไทย สู่เส้นทางเลิกจนž

จากบทวิเคราะห์ 10 ปีชาวนาไทย เผยแพร่โดย อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย สะท้อนว่า ชาวนาไทยจนเพิ่มและกระทบปัญหาหนี้ท่วม ทั้งที่ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตข้าวสารติดอันดับ 6 ของโลก คิดเป็นสัดส่วน 3.9% ของการผลิตข้าวสารโลกที่ปี 2565 คาดมีปริมาณรวม 512 ล้านตัน หากเทียบในกลุ่มประเทศอาเซียนด้วยกัน ไทยต่ำกว่าเวียดนาม ซึ่งเป็นผู้ผลิตข้าวสารติดอันดับ 5 ของโลก แต่ในแง่ส่งออก ไทยแซงเวียดนาม โดยไทยส่งออกได้กว่า 6.7 ล้านตันในปีก่อน

ในบทวิเคราะห์สะท้อนถึงสถานะชาวนาไทยในทุกมิติ พบว่าตลอด 10 ปี ชาวนาไทยเจอปัญหาผลผลิตต่อไร่ลดลง รายได้ไม่เพิ่ม และเงินคงเหลือน้อยกว่าคู่แข่ง แต่แบกรับต้นทุนการผลิตสูงเป็นอันดับต้นๆ อย่างต้นทุนการผลิตไทย 5,898.5 บาทต่อไร่ เพิ่ม 2,058.8 บาทต่อไร่ ทำให้ปี 2565 ชาวนามีรายได้ 3,900.3 บาทต่อไร่ น้อยกว่าปี 2555 ที่มีรายได้ 4,678.0 บาทต่อไร่ ดังนั้น ปี 2555 ชาวนามีเงินคงเหลือ 838.3 บาทต่อไร่ ปี 2565 ขาดทุน 1,998.2 บาทต่อไร่

ดูชาวนาเวียดนามมีต้นทุนผลิต 5,098.1 บาทต่อไร่ เพิ่ม 1,027.3 บาทต่อไร่ จากปี 2555 โดยมีรายได้เพิ่ม 69.1 บาทต่อไร่ ปี 2565 ชาวนามีรายได้ 8,320.6 บาทต่อไร่ ทำให้ปี 2555 ชาวนาเวียดนามมีเงินคงเหลือ 4,180.7 บาทต่อไร่ และปี 2565 คงเหลือ 3,222.5 บาทต่อไร่

บทเรียนชาวไทย 10 ปีที่ผ่านมา สะท้อนว่า ผลผลิตข้าวต่อไร่ไทยต่ำกว่าเวียดนาม 3 เท่า โดยไทยเฉลี่ย 450 กก./ไร่ เวียดนามกว่า 1,000 กก./ไร่ ความเป็นมืออาชีพชาวนาไทยค่อนข้างต่ำ มองเรื่องราคากับผลผลิต ปรับลดต้นทุน ชาวนาไทยเจอภาวะขาดทุนสะสมจนหนี้ท่วมเฉลี่ยมีหนี้เพิ่ม 1-3 แสนบาทต่อครัวเรือน คนไม่น้อยต้องจำใจขายที่นาและกลายเป็นผู้เช่าเพื่อทำนา ปัญหาที่ควบคุมได้ยากคือแหล่งน้ำไม่พร้อมและโลกร้อนขึ้นทุกปี รวมถึงการส่งเสริมพัฒนาด้านข้าวไทยน้อยกว่าประเทศคู่แข่ง

Advertisement

แล้วที่ผ่านมาหน่วยงานรัฐทำอะไรบ้าง!!!

ด้านผลิต อย่างศูนย์วิจัยข้าว กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุถึงแผนขับเคลื่อนนโยบายลดต้นทุนการผลิตข้าว ที่สามารถช่วยให้เกษตรกรลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้ ด้วยวิธีการ 8 ขั้นตอน คือ

1.ใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี ความงอกต้องไม่ต่ำกว่า 80% เพราะเมล็ดพันธุ์ที่มีความงอกสูงช่วยเรื่องการลดอัตราการใช้เมล็ดพันธุ์ ซึ่งสามารถลดค่าใช้จ่ายได้ประมาณ 300 บาท

2.การเตรียมดิน เช่น ห้ามเผาฟาง เพราะทำลายสภาพดิน ปรับหน้าดินให้เรียบสม่ำเสมอ การเตรียมดินที่ดีจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการป้องกันและกำจัดวัชพืชได้ ประมาณ 250 บาทต่อไร่

3.กำจัดวัชพืช ใช้สารกำจัดวัชพืชให้ตรงกับชนิดของวัชพืชที่ระบาด โดยใช้สารป้องกันกำจัดวัชพืชทันทีหลังหว่านข้าวและก่อนวัชพืชงอก โดยห้ามเกิน 4 วันหลังหว่าน

4.การใส่ปุ๋ยเคมี ใช้ถูกสูตร ถูกอัตรา และถูกระยะเวลา

5.การป้องกันและกำจัดศัตรูข้าว หากเกษตรกรปฏิบัติตาม 4 ขั้นตอนข้างต้นจะลดการระบาดของโรคและแมลงได้ และต้องหมั่นตรวจแปลงนาอย่างสม่ำเสมอ

6.การจัดการน้ำอย่างเหมาะสม หลังทำเทือกเสร็จแล้วต้องระบายน้ำออก ให้ดินแห้งแบบหมาดๆ แล้วจึงหว่านข้าวงอก ช่วงข้าวยังเล็กให้รักษาระดับน้ำอยู่ที่ 5 เซนติเมตร ช่วงข้าวแตกกอ สร้างรวงอ่อน และข้าวออกดอกให้รักษาระดับน้ำอยู่ที่ 10-15 เซนติเมตร ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการสูบน้ำได้ 30% หรือประมาณ 360 บาทต่อไร่

7.การเก็บเกี่ยวควรเก็บเกี่ยวข้าวระยะพลับพลึงหรือหลังข้าวออกดอก 30 วันเท่านั้น

และ 8.การทำบัญชีฟาร์ม โดยต้องบันทึกต้นทุนการผลิตตลอดฤดูการปลูกข้าว จะทำให้เห็นว่าสามารถปรับลดต้นทุนอะไรลงได้บ้าง ซึ่งทั้ง 8 ขั้นตอนนี้นอกจากลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตได้แล้ว ยังทำให้ผลผลิตข้าวมีมาตรฐาน สามารถแข่งขันกับคู่แข่งในตลาดโลกได้ด้านการตลาด กระทรวงพาณิชย์ ในรัฐบาลภายใต้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช้โครงการประกันรายได้ ควบคุมปริมาณและราคาข้าวในตลาด ควบคู่กับการผลักดันการส่งออก เฉลี่ยปีละ 7-8 ล้านตัน

ส่วนผู้ที่จะตอบข้อสงสัยได้ดีที่สุดถึงสถานการณ์ชาวนาไทยในยุคปี 2023 อย่างวันนี้ คือ ปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ระบุว่า ในวันนี้ชาวนาบางส่วนพอมีพอกิน แม้รายได้จะไม่ได้เยอะอย่างพืชเกษตรบางชนิด วิเคราะห์เป็นค่าเฉลี่ยการเพาะปลูกข้าวทุกชนิด ที่มีพื้นที่เพาะปลูกทั้งประเทศ 62-63 ล้านไร่ จำนวน 4.6 ล้านครัวเรือน ค่าเฉลี่ยต่อผลผลิตต่อไร่ดูจะต่ำอยู่ที่ 450-500 กิโลกรัม (กก.) ต่อไร่ ขณะที่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ชาวนายุคใหม่ก็มีพัฒนาและพึ่งพาตนเอง จนได้ผลผลิตเกิน 1,000 กก. หรือ 1 ตันต่อไร่ ก็มีมากขึ้นต่อเนื่อง

ปราโมทย์ชี้ว่า ปัจจัยที่มีผลต่อผลผลิตจากการปลูกข้าวได้มากหรือน้อย หลักๆ คือ 1.น้ำต้องเพียงพอและป้อนการเพาะปลูกข้าวตลอดปี ซึ่งนาปรังไทยจะปลูก 2 รอบ นาปี 1 รอบ 2.ภาครัฐจัดหาเมล็ดพันธุ์ข้าวของแท้ ทำคู่กับการพัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าว อย่างเวียดนาม เขาพัฒนาจนได้พันธุ์ข้าวที่ให้ผลผลิตต่อไร่สูงเกิน 1 ตันต่อไร่ รัฐบาลเขาให้เงินสนับสนุนการพัฒนาและวิจัยเต็มที่ แต่ไทยใช้เงินปีละ 200-300 ล้านบาท โดยพันธุ์ข้าวที่พัฒนาต้องตอบโจทย์ในเรื่องให้ผลผลิตต่อไร่สูง บางพันธุ์ของไทยให้ผลผลิตสูงสุดแค่ 900 กก. หรือพันธุ์ข้าวนุ่มที่กำลังเป็นที่นิยมของผู้กินทั่วโลก

ไทยใช้เวลาปลูก 130-140 วัน หรือกว่า 4 เดือน แต่เวียดนาม พันธุ์ข้าวปลูกใช้เวลาน้อยกว่ามาก ให้แข่งขันได้รัฐต้องพัฒนาเหลืออายุเพาะปลูกไม่เกิน 100 วัน หรือภายใน 3 เดือนเศษ ตอนนี้หลายมหาวิทยาลัยด้านเกษตรมีการวิจัยพัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ตอบโจทย์ ทั้งให้ผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น และอายุเพาะปลูกน้อยลง แต่ยังไม่ได้การสนับสนุนจากรัฐในการขึ้นทะเบียน เพราะหากยังไม่ได้การรับรองจากรัฐ การทำตลาดและส่งออกก็จะไม่ได้รับการยอมรับไปด้วย วันนี้ราคาข้าวดีน่าจะดีสุดรอบ 16 ปี เพราะภัยแล้งในประเทศส่งออกและนำเข้า จนต้องเพิ่มสต๊อกข้าวŽ ปราโมทย์ระบุ

ปราโมทย์ ระบุอีกว่า อีกเรื่องที่ชาวนาเองหรือรัฐต้องกระตุ้นจริงจังต่อเนื่องคือ รณรงค์ใช้ปุ๋ยจุลินทรีย์ธรรมชาติแทนปุ๋ยเคมี จากที่สมาชิกสมาคมได้ทำกันมา พบว่าผลผลิตต่อไร่ได้ใกล้เคียงกัน คือ ประมาณ 900-1,000 กก.ต่อไร่ มีต้นทุนผลิตประมาณ 2,900 บาทต่อไร่ แต่หากใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีมีต้นทุนถึง 5,000-5,500 บาทต่อไร่ ต้องยอมรับว่าชาวนายึดติดการใช้สารเคมี

เพราะอาจมีแรงกระตุ้นจากผู้ผลิตสินค้า เชื่อการโฆษณาเรื่องโตไวเร่งผลผลิต ส่วนปลูกปลอดสารปุ๋ยเคมีอาจต้องดูแลใกล้ชิดมากขึ้นกว่าแบบเดิมๆ จึงทำให้ชาวนาส่วนใหญ่เป็นหนี้ ธ.ก.ส.ถึง 90% หรือเฉลี่ยเป็นหนี้สะสมครัวเรือนละ 1 แสนบาท ซึ่งจะเป็นหนึ่งในหกเรื่องที่ชาวนาเตรียมเสนอต่อรัฐบาลใหม่ได้ทันที

นายกชาวนาทิ้งท้ายไว้ว่า หากจะช่วยชาวนาให้เป็นอาชีพยั่งยืน ไม่ใช่แค่ใช้นโยบายพยุงราคาแบบชั่วคราวอย่างที่ เป็นมา ควรเป็นการแก้ที่ต้นต่อเรื่องเตรียมพื้นฐานให้เพียงพอ และจัดหาตลาดในประเทศและส่งออกได้สม่ำเสมอ

ที่สำคัญหยุดการเป็นหนี้สะสม ผ่านการพักหนี้พักดอก 3 ปี โดยใช้โอกาสวันนี้ที่ราคาข้าวยังพุ่งได้ต่อเนื่อง จากปรากฏการณ์เอลนิโญ