แบงก์ชาติเก็บกระสุน ‘ดอกเบี้ย’ กันชน ‘เงินเฟ้อพุ่ง-ประชานิยมหวนคืน’

31.07.23 | 12:55 น.
แบงก์ชาติเก็บกระสุน‘ดอกเบี้ย’ กันชน‘เงินเฟ้อพุ่ง-ประชานิยมหวนคืน’

ในภาวะที่เศรษฐกิจไทยโตแบบค่อยเป็นค่อยไป ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการเมืองไทยกำลังร้อนระอุ กับกระแสสูตรการจัดตั้งรัฐบาล ที่ยังเอาแน่เอานอนไม่ได้ว่า “รัฐบาลใหม่” จะมีโฉมหน้าอย่างไร ดังนั้น การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย จะเกิดขึ้นอีกครั้ง เป็นครั้งที่ 3 ในวันที่ 4 สิงหาคมนี้ ก็ลุ้นว่าจะได้เสียที หรือต้องไปลุ้นต่อครั้งที่ 4

ถึงวันนี้ เสียงจากทุกภาคส่วน ย้ำมาตลอดหากปล่อยยืดเยื้อไปเรื่อยๆ “ปัญหาทางการเมือง” จะเป็นความเสี่ยงสูงสุดส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย และซ้ำร้ายปัญหาเศรษฐกิจโลก ยังผันผวนไม่หยุดจนกราฟการเติบโตของเศรษฐกิจพุ่งขึ้นได้ยาก กดดันการส่งออกไทยให้ติดลบยาวนาน ตัวเลขล่าสุดเดือนมิถุนายน 2566 ติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 9 นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2565 ขณะที่การท่องเที่ยวพระเอกหลักก็ยังระส่ำระสาย ไม่ว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวเข้ามาไทยยังห่างเป้าหมาย ยิ่งหากมีภาพการเมืองเคลื่อนไหวชุมนุมนอกสภาซ้ำแล้วซ้ำอีก ไม่พ้นกัดเซาะความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวทั่วโลก ที่มองไทยน่าเที่ยวอาจหันไปประเทศอื่นแทน

ถ้ามัดรวมกับปัญหาสะสมเดิมๆ ตั้งแต่เกิดวิกฤตโควิดจนถึงปัจจุบัน ในเรื่องภาวะค่าครองชีพสูง จากต้นทุนผลิตและขนส่งสูงดันให้ผู้ค้าทยอยปรับขึ้นราคามาตลอด ส่งผลต่อเงินเฟ้อพุ่งในระยะหลายเดือนที่ผ่านมา จนถึงวันนี้ราคาสินค้าก็ยังไม่ได้ปรับลง อีกทั้งความกังวลต่อสถานการณ์ราคาน้ำมัน ราคาธัญพืช กลับมาสูงอีกครั้งจากปรากฏการณ์เอลนิโญ ไม่รวมถึงต้นทุนการเงินจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ย รายได้ที่ไม่สูงตาม กำลังซื้อต่ำลง กระทบต่อยอดขายธุรกิจ กลายเป็นวัฏจักรดันให้หนี้ครัวเรือนพุ่ง

ขณะเดียวกัน ก็มีหลายฝ่ายให้มองมุมดี หลังจากภาวะเงินเฟ้อช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา หดตัวต่ำลงต่อเนื่อง ล่าสุด เดือนมิถุนายน เงินเฟ้อเพิ่มแค่ 0.23% จากระดับพีคสุดเดือนสิงหาคม 2565 สูงถึง 7.86%

จึงเป็นคำถามว่าถึงเวลาที่จะยุติวงจร “ดอกเบี้ยขาขึ้น” แล้วหรือยัง!

Advertisement

⦁สัญญาณกนง.ดอกเบี้ยขึ้นต่อ
ตามที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะมีการประชุมในวันที่ 2 สิงหาคม 2566 ทุกศูนย์วิจัยทางเศรษฐกิจ ต่างคาดการณ์ไปในทิศทางเดียวกันว่า กนง.จะตัดสินใจเดินหน้าขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งที่ 7 ต่อเนื่องนับจากเดือนสิงหาคม 2565 จากอัตรา 2.0% สู่ระดับ 2.25% หรือครั้งนี้คาดว่าจะปรับขึ้นอีกที่ 0.25%

สะท้อนจาก เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวไว้ว่า แม้ว่าในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา เงินเฟ้อจะออกมาต่ำกว่าคาดการณ์ แต่เป็นการปรับลดจากปัจจัยชั่วคราว ทั้งฐานสูงในปีก่อน มาตรการลดค่าไฟของภาครัฐ รวมถึงราคาพลังงานและอาหารทยอยลดลง แต่มองไปข้างหน้าเงินเฟ้อมีโอกาสขยับขึ้น จากการท่องเที่ยวฟื้นตัว ส่งผลต่อการบริโภคในหมวดบริการเพิ่มขึ้น รวมถึงโอกาสที่ธุรกิจจะส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภค และแรงกระตุ้นจากนโยบายของรัฐบาลใหม่

ภายใต้บริบทเศรษฐกิจฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่เงินเฟ้อยังมีความเสี่ยงที่จะขยับขึ้น การดำเนินนโยบายการเงินเข้าสู่ภาวะปกติ (policy normalize) ในลักษณะแบบค่อยเป็นค่อยไปยังมีความจำเป็น โดยเป้าหมายยังเน้น 3 หลักการ คือ 1.เศรษฐกิจสามารถเติบโตได้ตามศักยภาพ 3-4% ไม่สะดุด 2.เงินเฟ้ออยู่ในกรอบ 1-3% อย่างยั่งยืน และ 3.ไม่สร้างความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงิน

“ภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง จะเห็นว่าการเพิ่มกันชน (buffer) โดยการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยยังเป็นสิ่งที่ต้องทำก็ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการฟื้นตัวเศรษฐกิจไทย เงินเฟ้อ นโยบายทางการเมือง และผลต่อเสถียรภาพระบบการเงิน เพราะระยะถัดไปเป็นช่วงที่ความไม่แน่นอนสูงจึงต้องคำนึงเรื่องการเพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน (policy space) เพื่อรองรับการช็อกที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต” ผู้ว่าการ ธปท.กล่าว

⦁เงินเฟ้อสูงกระทบกำไรธุรกิจ
ขณะที่ ตัน ชุน ฮิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทยเผยผลสำรวจความเห็นผู้บริหารธุรกิจเอสเอ็มอีและองค์กรใหญ่รวม 530 คน ครอบคลุม 10 กลุ่มอุตสาหกรรมในประเทศ ถึงแนวโน้มการเติบโตขององค์กรและการฟื้นฟูธุรกิจหลังโควิด เมื่อไม่นานมานี้ พบว่า 9 ใน 10 ของธุรกิจยังได้รับผลกระทบจากเงินเฟ้อสูงขึ้น และต้องแบกรับต้นทุนการดำเนินธุรกิจเพิ่ม 61% ต้นทุนวัตถุดิบเพิ่ม 56% ขณะที่กำไรลดลง 44% ขณะเดียวกัน ปัญหาระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ส่งผลกระทบต่อการบริหารห่วงโซ่อุปทาน มากกว่า 2 ใน 5 ของธุรกิจพบต้นทุนสูงขึ้น ทำให้ขาดแคลนวัตถุดิบและสำรองวัตถุดิบ อย่างไรก็ดี ธุรกิจส่วนใหญ่เชื่อว่าอัตราเงินเฟ้อจะลดลงภายใน 6 เดือน ถึง 2 ปี หลังเงินเฟ้อไทยได้ขึ้นไปแตะจุดสูงสุดแล้ว และทยอยลดลงตั้งแต่ช่วงปลายปี 2565 จากราคาพลังงานที่ปรับตัวลงต่อเนื่อง ประกอบกับระบบห่วงโซ่อุปทานโลกปรับตัวไปในทางที่ดีขึ้น

⦁ธุรกิจแนะรัฐ‘พักขึ้นดอก’
ด้านภาคเอกชน อธิป พีชานนท์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า เศรษฐกิจในครึ่งหลังปี 2566 ทุกเซ็กเมนต์ยังเหนื่อย เพราะมีปัจจัยเสี่ยงทั้งภาวะเศรษฐกิจโลกจากกำลังซื้ออ่อนตัวลง ทั้งยุโรป สหรัฐ ทำให้การส่งออกไทยลดลง และการท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนเข้าไทยยากขึ้น ขณะที่การเมืองไทยเป็นตัวแปรสำคัญต่อเศรษฐกิจ รวมถึงอัตราดอกเบี้ยอาจปรับขึ้น หลังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับขึ้นไปแล้ว 0.25% อยากขอให้ กนง.พิจารณาให้ดีว่า ถึงเวลาที่ต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกหรือไม่ และปรับแล้วจะได้ผลหรือไม่ ในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจยังไม่ค่อยดี ขณะที่ภาวะเงินเฟ้อปรับตัวลดลงแล้ว จึงอยากขอให้มีการชะลอขึ้นดอกเบี้ยออกไปก่อน เพราะการขึ้นดอกเบี้ยจะส่งผลกระทบต่อการบริโภคในประเทศและต้นทุนธุรกิจเพิ่มขึ้นด้วย

“ขึ้นดอกเบี้ยทุกครั้ง จะกระทบการตัดสินใจผู้บริโภคหมด ไม่ว่าบ้าน รถ ทั้งคนมีหนี้เดิมและหนี้ใหม่ มีภาระเพิ่มขึ้น ทำให้ภาวะหนี้ครัวเรือนสูงขึ้นไปอีก เช่น ตอนผ่อนบ้านเมื่อดอกเบี้ยขึ้น เงินต้นจะตัดน้อยลง และผ่อนนานขึ้น” นายอธิปกล่าว

สอดคล้องกับ วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์อาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่า ภาคเอกชนโดยผู้ประกอบการรายย่อย คาดหวังว่าไม่อยากให้ขึ้นดอกเบี้ย เพราะผลจากปรับต่อเนื่อง 6 ครั้ง ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยที่ไม่มีโอกาสหาเงินกู้จากสถาบันการเงิน ไม่มีเงินทุนของตนเอง และยังต้องกู้เงินมาผ่อนหนี้เก่าที่ยังชำระไม่หมด รวมถึงกู้หนี้ใหม่หลังจากฟื้นตัวช่วงโควิดในการลงทุนธุรกิจใหม่จะมีต้นทุนสูงขึ้น และส่งผลต่อการผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งภาระหนี้ของรายย่อยแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับผู้ประกอบการรายใหญ่ที่บริษัทอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ที่สามารถระดมทุนได้ง่ายกว่ายังสะท้อนความห่างชั้นขึ้นเรื่อยๆ

“หวังเป็นอย่างยิ่งว่าไม่อยากให้ขึ้นดอกเบี้ย และหยุดไปก่อน เพราะเศรษฐกิจยังอ่อนแอ ขณะนี้เงินเฟ้อลดลงควรจะชะลอการขึ้นดอกเบี้ย เพราะฝั่งผู้ประกอบการยังมีปัญหา หลังเกิดโควิดรายได้ยังกลับมาไม่เหมือนเดิม และมีการกู้เงินเพื่อพยุงธุรกิจ ถ้ามีเรื่องต้นทุนเข้ามาซ้ำเติมเรื่อยๆ สุดท้ายธุรกิจจะไปต่อได้ยากขึ้น” รองประธานหอการค้าไทยกล่าว

กระนั้น แม้จะเป็นช่วงที่คนไทยทุกระทมกับภาระที่เพิ่มขึ้น แต่อาจเป็นไปได้ว่าที่แบงก์ชาติยังไม่รีบถอนคันเร่ง และเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง เพราะอยากเก็บเครื่องมือนี้เป็นกระสุนลับดักนโยบาย “รัฐบาลใหม่”ที่อาจจัดโปรโมชั่นกระตุ้นเศรษฐกิจแบบ “ประชานิยม” มาใช้จนเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อให้พุ่งขึ้นอีกรอบ ก็เป็นได้…