‘อสังหา’ ไม่ติดใจสูตรเหล้าเก่าในขวดใหม่ ‘รัฐบาล พท.’ แนะคุม ศก.เอง อย่ายกให้พรรคร่วม
เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม นายวรวุฒิ กาญจนกูล กรรมการกิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านและประธานบริหารบริษัท ดับบลิวเฮ้าส์ จำกัด กล่าวว่า มองว่าสูตรใหม่ในการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยโดยจับกับพรรครัฐบาลขั้วเดิม ไม่มีพรรคก้าวไกล และเสนอนายเศรษฐา ทวีสิน เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีโหวตวันที่ 4 สิงหาคมนี้ น่าจะผ่านการโหวตและได้เสียงสนับสนุนจาก ส.ว.เพราะไม่มีพรรคก้าวไกลและไม่มีเรื่องแก้มาตรา 112 แล้ว ถือว่าเป็นทางออกที่ดีสุดในเวลานี้ เพื่อให้ประเทศและเศรษฐกิจเดินหน้า ดีกว่าไม่มีรัฐบาลและต้องรออีก 10 เดือนให้ ส.ว.หมดวาระ เพราะจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและเศรษฐกิจหนักกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
“เมื่อทางเลือกมีไม่มาก ก็ต้องยอมรับ แม้จะเป็นเหล้าเก่าเขย่าขวดใหม่ และอาจจะไม่ถูกใจคนที่เลือกพรรคก้าวไกล แต่ผมยังเชื่อฝีมือด้านการเมืองและการบริหารเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทยที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เพราะมีประสบการณ์มายาวนาน” นายวรวุฒิกล่าว
นายวรวุฒิกล่าวว่า แต่เมื่อมีการนำพรรคการเมืองขั้วเดิมมาผสมด้วย เช่น พรรคภูมิใจไทย หรืออาจจะมีพลังประชารัฐ เพื่อเป็นการสร้างการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ ทางพรรคเพื่อไทยต้องเป็นหัวเรือใหญ่คุมเศรษฐกิจ ส่วนพรรคอื่นๆ ก็เป็นแค่ฝ่ายสนับสนุนด้านอื่นๆ เพราะไม่ว่าพรรคภูมิใจไทยหรือพลังประชารัฐก็เคยเห็นฝีมือการบริหารมาแล้วว่าเป็นอย่างไร
“ตรงนี้ทางพรรคเพื่อไทย จะต้องพิสูจน์ฝีมือให้ได้ว่าสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงและมีสิ่งใหม่ๆ ให้กับประชาชนให้อยู่ดีกินดีได้ โดยเร่งแก้ปัญหาปากท้อง ค่าครองชีพ ภาระหนี้ของประชาชน ถ้าไม่ดีก็อาจจะมีผลกระทบต่อพรรคเพื่อไทยในระยะยาวได้” นายวรวุฒิกล่าว
นายวรวุฒิกล่าวว่า ส่วนความกังวลเรื่องการชุมนุมนั้น ปัจจุบันมีแบ่งเป็น 2 ฝ่ายอยู่แล้ว คือ แม้พรรคก้าวไกลได้เป็นรัฐบาล จะมีคนชุมนุมต้านเรื่องแก้มาตรา 112 หรือแม้พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลโดยพรรคก้าวไกลเป็นฝ่ายค้าน จะมีการชุมนุมของกลุ่มที่เลือกพรรคก้าวไกล แต่คาดว่าอาจไม่รุนแรงมาก ดูจากที่มีการชุมนุมในช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม อยากให้มองภาพรวมของประเทศเป็นหลัก ไม่ให้มีความวุ่นวายเกิดขึ้น และรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาขอให้เน้นเรื่องแก้ปัญหาการทุจริต คอร์รัปชั่น ให้มีความโปร่งใส มีการใช้จ่ายงบประมาณให้เกิดประโยชน์
นายวรวุฒิยังกล่าวถึงการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ว่าจะส่งผลกระทบต่อผู้มีภาระหนี้ชำระกับสถาบันการเงิน ทั้งหนี้บ้านและรถ เพราะจะทำให้ค่างวดผ่อนเพิ่มขึ้น รวมถึงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจพอสมควร เพราะธุรกิจจะมีต้นทุนการเงินที่สูงขึ้นรวมถึงภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่จะทำให้ต้นทุนก่อสร้างเพิ่มขึ้นและส่งผ่านไปยังราคาที่อยู่อาศัยได้

