รัฐกระเป๋าฉีกยุคสังคมสูงวัย
แบะท่าเลิกจ่ายซ้ำซ้อน ไร้สวัสดิการถ้วนหน้า
เผือกร้อนรบ.ใหม่!!
ปัจจุบันประเทศไทย ได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ คือ มีประชากรอายุ 60 ขึ้นไป ที่ 20% ของประชากรในประเทศ ตั้งแต่เมื่อปี 2565 และลำดับต่อไป ไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด ที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป 28% ของประชากรในปี 2574 ซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางสังคมลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะได้เกิดขึ้นกับหลายประเทศทั่วโลก อาทิ ญี่ปุ่น ทวีปยุโรป สิงคโปร์
แม้ปัจจุบันจะมีเทคโนโลยี และนวัตกรรมทางการแพทย์มากมาย ช่วยชะลอ รักษาโรค และยืดอายุมนุษย์ให้มีชีวิตยืนยาวได้ แต่ต้องยอมรับว่ายิ่งมีอายุมาก ร่างกายย่อมเสื่อมสภาพตามการใช้งาน มีผลต่อการทำงาน หารายได้ เมื่อถึงจุดหนึ่งต้องพักและออกจากงานไป หรือเกษียณ ขณะที่อาชีพอิสระเอง ไม่ว่าพ่อค้า นักธุรกิจ ต้องมีจุดที่ทำงานต่อไปไม่ไหวเช่นกัน
สิ่งที่ขัดแย้งกันคือ ร่างกายคนที่มีอายุมากขึ้น ต้องดูแลมากขึ้นด้วยการควบคุมอาหารและออกกำลังกาย แต่ถ้ามีโรคประจำตัวต้องคอยเข้ารักษากับโรงพยาบาล รับประทานยา ทำให้มีค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันเพิ่มมากขึ้น สวนทางกับรายได้ที่แทบจะหยุดนิ่งไปหลังการเกษียณงาน หากครองตัวโสด ไม่มีทายาท จะไร้แรงสนับสนุนเรื่องค่าใช้จ่าย ช่วงวัยนี้จึงตกเป็นภาระจำเป็นของรัฐบาล ที่ต้องหางบประมาณมาดูแล ปัจจุบันประเทศไทยมีนโยบายที่เรียกว่า “เบี้ยยังชีพคนชรา” ดำเนินการตั้งแต่ปี 2552
งบเบี้ยชราเฉียดแสนล้าน
โดย “เบี้ยยังชีพคนชรา” ได้ถูกบรรจุเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำที่รัฐบาลจะอุดหนุนเงินให้กับคนไทยที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปในวันที่ 10 ของทุกเดือน โดยจ่ายแบบขั้นบันไดตามช่วงอายุ ดังนี้ อายุ 60-69 ปี จะได้รับเงิน 600 บาทต่อเดือน อายุ 70-79 ปี จะได้รับเงิน 700 บาทต่อเดือน อายุ 80-89 ปี จะได้รับ 800 บาทต่อเดือน และอายุ 90 ปีขึ้นไป จะได้รับ 1,000 บาทต่อเดือน
ตลอดระยะเวลา 14 ปี รัฐบาลได้จ่ายเงินอุดหนุน “เบี้ยยังชีพคนชรา” มีสถิติเพิ่มขึ้นทุกปี จากอดีตรัฐบาลจัดสรรในแต่ละปีราว 5-6 พันล้านบาท ปัจจุบันใช้งบประมาณปีละ 6-7 หมื่นล้าน สอดคล้องกับจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น จากปี 2552 จำนวนผู้สูงอายุเพียง 1.82 ล้านคน เป็นในปี 2566 ที่ 11.21 ล้านคน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามภาวะสังคมผู้สูงอายุ
สำหรับสถิติการจ่ายเงิน “เบี้ยยังชีพคนชรา” ในปีงบประมาณ 2564 มีผู้สูงอายุรวม 10.48 ล้านคน เบิกจ่ายงบประมาณไป 7.93 หมื่นล้านบาท ปีงบประมาณ 2565 มีจำนวนผู้สูงอายุ 10.91 ล้านคน เบิกจ่ายงบประมาณไป 8.23 หมื่นล้านบาท และ 10 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2566 (เดือนตุลาคม 2565-กรกฎาคม 2566) จำนวนผู้สูงอายุ 11.21 ล้านคน เบิกจ่ายงบประมาณไป 7.1 หมื่นล้านบาท ส่วนปีงบประมาณ 2567 ได้ตั้งงบประมาณไว้สำหรับเบี้ยผู้สูงอายุวงเงิน 9 หมื่นล้านบาท มีแนวโน้มว่างบประมาณส่วนนี้จะทะลุถึง 1 แสนล้านบาทในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
ปรับลดรายจ่ายสร้างวินัยการคลัง
ขณะที่รายได้ของรัฐบาลมีอยู่อย่างจำกัด การจะเพิ่มรายได้ก็ทำได้ยาก ถึงจะเพิ่มได้ แต่ก็มีอัตราการขยายตัวไม่เท่าทันรายจ่ายที่เพิ่มอย่างก้าวกระโดด ปัจจุบันยังคงใช้งบประมาณแผ่นดินแบบขาดดุล โดยปีงบ 2565 ได้ใช้ช่องว่างในการขาดดุลงบประมาณเพดานไปแล้ว และมีแผนที่จะลดการกู้เงินชดเชยการขาดดุลลง เพื่อรักษาวินัยการเงินการคลัง และเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศในอนาคต
ดังนั้น แนวนโยบายในอนาคตจึงต้องสอดคล้องไปกับการลดการขาดดุลงบประมาณด้วย ทั้งการหารายได้เพิ่ม อย่างที่กล่าวไปว่าไม่ใช่เรื่องง่าย จึงต้องทำการลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นลง ซึ่งรายจ่ายรัฐบาลปัจจุบันใช้ไปกับสวัสดิการหลากหลายรูปแบบ ตั้งแรงงาน ข้าราชการ การรักษาโรค การศึกษา การดูแลคนพิการ และการดูแลผู้สูงอายุ แต่การดูแลผู้สูงอายุนั้น ปัจจุบันยังเป็นนโยบายแบบถ้วนหน้า คือ การจ่าย “เบี้ยยังชีพคนชรา” ให้กับคนไทยทุกคนที่มีอายุเกณฑ์ 60 ปีขึ้นไป
ล่าสุด กระทรวงการคลังเตรียมแนวทางลดรายจ่ายเพื่อดูแลฐานะการคลังให้มีความยั่งยืนเสนอต่อรัฐบาลใหม่ โดยหนึ่งในแนวทาง คือ ปรับลดรายจ่ายสวัสดิการ โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีความซ้ำซ้อน หนึ่งในนั้นคือ “เบี้ยยังชีพคนชรา” เพราะนอกจากการจะจ่ายเบี้ยถ้วนหน้าแล้ว นโยบายดูแลผู้สูงอายุยังมีอีกหลายรูปแบบ อาทิ การจ่ายเบี้ยผู้สูงอายุแบบขั้นบันได การจ่ายเงินสงเคราะห์ผู้สูงอายุในภาวะยากลำบาก เงินสงเคราะห์ในการจัดทำศพ กองทุนผู้สูงอายุ และการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง เป็นต้น ซึ่งมองว่าอาจจะเป็นการให้สวัสดิการที่ซ้ำซ้อน
จ่ายเบี้ยชราแค่คนจนลดงบได้ 50%
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังได้ศึกษาแนวทางเลือกจัดสรรเบี้ยผู้สูงอายุไว้หลายแนวทาง อาทิ การจ่ายเบี้ยผู้สูงอายุถ้วนหน้ารายละ 3,000 บาท ตามนโยบายพรรคการเมืองที่หาเสียงในปัจจุบัน รัฐจะมีภาระรายจ่ายต่อปีเกือบ 2 แสนล้านบาท แต่หากใช้แนวทางการจ่ายเบี้ยผู้สูงอายุถ้วนหน้า อัตราเดิมแบบขั้นบันไดที่ 600, 700, 800, 1,000 บาท รัฐมีภาระรายจ่ายอยู่ที่ประมาณ 8 หมื่นล้านบาทต่อปี
แต่หากมีการปรับปรุงสวัสดิการเบี้ยผู้สูงอายุใหม่ โดยใช้เกณฑ์คัดเลือกช่วยเหลือกลุ่มที่เปราะบาง หรือมีรายได้น้อยนั้น จะช่วยให้รัฐบาลลดการใช้จ่ายงบประมาณได้มากขึ้น โดยปัจจุบันผู้สูงอายุที่อยู่ในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ อยู่จำนวนประมาณ 5 ล้านคน ดังนั้น ถ้าจ่ายในอัตราเดิมแบบขั้นบันได รัฐจะมีภาระรายจ่ายต่อปีที่ประมาณ 4 หมื่นล้านบาท หรือลดลงราว 50% จากรายจ่ายดังกล่าวในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี 2565-2566 กระทรวงการคลัง เพิ่งได้ปรับปรุงโครงการสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจนไป หลังจากที่เริ่มโครงการตั้งแต่ปี 2560-2565 โดยไม่มีการปรับปรุงข้อมูล หรือเปิดรับสมัครผู้ถือบัตรรายใหม่เลยตลอด 5 ปี สำหรับการปรับปรุงครั้งใหม่ เน้นคัดกรองผู้ได้สิทธิใหม่ โดยเพิ่มเกณฑ์การคัดเลือกให้รัดกุมขึ้น อาทิ เพิ่มเกณฑ์รายได้ครอบครัวมาประกอบการพิจารณาด้วย จากเดิมดูเพียงรายได้ส่วนบุคคลเท่านั้น
ยกเครื่องสวัสดิการรัฐใหม่
ปัจจุบันโครงการบัตรคนจนมีผู้ได้รับสิทธิทั้งหมด 14.59 ล้านคน และผู้ผ่านการอุทธรณ์อีก 2.6 หมื่นคน จากผู้ลงทะเบียนทั้งหมด 20 ล้านคน โดยผู้ที่ใช้สิทธิจริงหลังเริ่มโครงการบัตรคนจนปี 2566 ประมาณ 12.5-13 ล้านคน ใกล้เคียงกับจำนวนในโครงการเดิม และสวัสดิการยังคงหมือนเดิม ทำให้ผลการจ่ายเงินสวัสดิการแห่งรัฐยังคงที่ ราวเดือนละ 4 พันล้านบาท โดยผลการจ่ายเงินเดือนเมษายน 2566 ที่ 4.37 พันล้านบาท เดือนพฤษภาคม 2566 ที่ 4.74 พันล้านบาท และมิถุนายน 2566 ที่ 4.61 พันล้านบาท และล่าสุดเดือนกรกฎาคม 2566 จ่ายเงินสวัสดิการบัตรคนจนไป 4.95 พันล้านบาท
อนาคตคาดว่าจะมีการปรับปรุงสวัสดิการในโครงการบัตรคนจนด้วยเช่นกัน เนื่องจาก สวัสดิการดูแลผู้มีรายได้น้อย มีอยู่หลายโครงการที่อาจจะให้การช่วยเหลือซ้ำซ้อนกัน เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โครงการเงินสงเคราะห์ครอบครัว กองทุนสวัสดิการชุมชน โครงการสินเชื่อเพื่อการพัฒนาที่อยู่อาศัย โครงการบ้านมั่นคง โครงการสงเคราะห์ผู้ตกทุกข์ได้ยากกลับภูมิลำเนา เป็นต้น
สัญญาณจากภาครัฐเริ่มลดสวัสดิการถ้วนหน้าลง วัยทำงานคงต้องทำใจดูแลตัวเองยามเกษียณ เตรียมพร้อมเงินออมกันมากขึ้น!!
ทีมข่าวเศรษฐกิจ

