‘จุรินทร์’ ตั้งวอร์รูมเฝ้าระวังแล้ง ส่งออกข้าวโกลาหลหลังอินเดียห้ามส่งออก

7.08.23 | 18:52 น.

‘จุรินทร์’ ตั้งวอร์รูมเฝ้าระวังแล้ง ส่งออกข้าวโกลาหลหลังอินเดียห้ามส่งออก แต่รับอานิสงส์ส่งออกข้าวเกิน 8 ล้านตัน พณ.ชี้ไม่มีผลส่งออกเพราะพืชเกษตรแค่ 25% ของมูลค่ารวม อุตฯส่งออกยังต่ำจาก ศก.โลกฝืด

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ที่กระทรวงพาณิชย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงภายหลังเป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์ภัยแล้ง การผลิต และการตลาดสินค้าเกษตร โดยมีผู้แทนระดับสูงในกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการคลัง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กรมอุตุนิยมวิทยา และภาคเอกชน (ผู้ส่งออกข้าว) รวมถึงสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) 58 ประเทศทั่วโลกว่า เป็นการประชุมกรณีพิเศษ เพื่อติดตามสถานการณ์เอลนิโญ และประเมินผลกระทบทั่วโลก ที่จะเกิดขึ้นกับภาคเกษตรและการตลาดพืชผลการเกษตรของไทย สำหรับสถานการณ์ข้าว พบว่าสถานการณ์เอลนิโญ และอินเดียประกาศมาตรการห้ามส่งออกข้าวขาวเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคมที่ผ่านมา กำลังส่งผลให้ราคาข้าวในตลาดโลกสูงขึ้น เป็นโอกาสไทยส่งออกข้าวขาวในตลาดแอฟริกาทดแทนนำเข้าจากอินเดีย ส่งผลต่อราคาข้าวเปลือกของไทยสูงขึ้นตามโดยเฉพาะข้าวเปลือกเจ้าราคาสูงขึ้นแล้ว 7% และอาจมีผลกับราคาอาหารสัตว์และปศุสัตว์สูงขึ้นตามต้นทุนที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ถือว่าตลาดข้าวโลกยังผันผวนสูง และไม่สามารถประเมินราคาข้าวว่าจะสูงขึ้นอีกเท่าไหร่ได้อย่างชัดเจน

นายจุรินทร์กล่าวว่า ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยาชี้แจงว่าปรากฏการณ์เอลนิโญแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับความรุนแรงอ่อนอยู่ที่ 0.5-1.0 ระดับความรุนแรงปานกลางอยู่ที่ 1.0-1.5 และระดับความรุนแรงเกินกว่า อยู่ที่ 1.5 สำหรับประเทศไทย พ.ค.-ก.ค.2566 ความรุนแรงอยู่ที่ระดับ 0.8 โดยประเทศไทยเคยเจอภัยแล้งรุนแรงตอนปี 2559 ซึ่งขณะนั้นอยู่ที่ระดับความรุนแรง 1.2 ในส่วนปริมาณน้ำ กรมชลประทานรายงานว่า ปี 2566 ปริมาณน้ำฝนของไทย จะลดลง 5% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย 30 ปี และปริมาณน้ำในเขื่อนปี 2566 คาดว่าจะน้อยกว่าปี 2565 ประมาณครึ่งหนึ่ง ซึ่งจะมีผลกระทบกับพืชผลการเกษตรอยู่ในเขตชลประทาน

นายจุรินทร์กล่าวต่อว่า ที่ประชุมมีมติให้ตั้งวอร์รูม ติดตามปรากฏการณ์เอลนิโญและสถานการณ์ภัยแล้งในไทยและทั่วโลกเน้นติดตามการผลิต การตลาด ราคาข้าวและพืชผลการเกษตรชนิดอื่นๆ ด้วย ซึ่งวอร์รูมประกอบด้วย ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นรองประธาน และกรรมการจากตัวแทนส่วนราชการ ภาคเอกชนและเกษตรกร โดยให้ทูตพาณิชย์ทั่วโลกติดตามสถานการณ์ทุกด้าน หากพบปัญหาก็จะเร่งหาแนวทางดูแล และให้รายงานทุก 1-2 สัปดาห์ สำหรับความกังวลเรื่องราคาข้าวถุงในประเทศ จะปรับขึ้นตามราคาข้าวเปลือกที่สูงขึ้นนั้น สั่งการให้กรมการค้าภายใน หารือทุกภาคส่วนและหาจุดสมดุล ซึ่งเมื่อราคาข้าวเปลือกสูงขึ้น เกษตรกรได้ประโยชน์มากขึ้นจากราคาสูงขึ้น และผู้ผลิตแบกรับต้นทุนเพิ่ม ต้องปรับไปตามกลไกตลาดและให้ยึดหลักวินวินกับทุกฝ่าย

“ตอนนี้ราคาข้าวทุกชนิดสูงกว่าราคาประกันรายได้ และข้าวเปลือกเกินตันละ 1 หมื่นบาท โดยเฉพาะข้าวเปลือกเจ้าทะลุ 1.1-1.2 หมื่นบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ด้วยผู้ส่งออกชิงซื้อเพื่อส่งมอบส่งออก ทิศทางมีโอกาสขึ้นได้อีก ซึ่งข้อมูลกระทรวงเกษตรฯ ประเมินผลผลิตข้าวเปลือกนาปรัง 2566 และนาปี 2566/67 รวม 32.35 ล้านตัน ลดลงจากปีก่อนที่มีผลผลิต 34.3 ล้านตัน หรือลดลง 5.6% คิดเป็นปริมาณ 2 ล้านตัน” นายจุรินทร์กล่าว

Advertisement

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมชลประทานยังได้รายงานที่ประชุมว่า ปริมาณน้ำเพื่อใช้มีปริมาณรวม 1.6 หมื่นล้านลูกบาศก์ คาดจะเพิ่มเป็น 2 หมื่นล้านลูกบาศก์ ในเดือนพฤศจิกายน และต้องติดตามหากน้ำเพิ่มไม่ได้ตามเป้าหมายจะมีผลต่อพื้นที่ปลูกข้าวลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา พื้นที่รวม 6 ล้านไร่ และลุ่มน้ำแม่กลอง 8 แสนไร่ ก็จะมีผลต่อผลผลิต 3-4 ล้านตันข้าวเปลือกในพื้นที่ปลูก 4 ล้านไร่

ขณะที่ นายกีรติ รัชโน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้ทูตพาณิชย์ได้เริ่มทยอยส่งข้อมูลสถานการณ์เอลนิโญมาแล้ว ส่วนสินค้าพืชและปศุสัตว์อื่นจะทยอยนัดประชุมหารือต่อไป คาดว่าจะได้ครบภายในสัปดาห์หน้า อย่างไรก็ตาม อยากให้ทุกฝ่ายตระหนักแต่อย่าถึงขั้นตระหนก และยืนยันอาหารไทยเพียงพอกับคนในประเทศและเหลือส่งออก

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ทูตพาณิชย์หลายประเทศได้ยืนยันในหลายประเทศเจอผลกระทบภัยแล้ง ทั้งลาว กัมพูชา ไต้หวัน มาเลเซีย และสเปน เพิ่มจากอินเดีย ส่วนผลกระทบต่อส่งออกภาพรวมปี 2566 แค่ไหน เบื้องต้นเอลนิโญยังไม่มีผลโดยตรง ต่อการแปรรูปสินค้าเพื่อส่งออก และกลุ่มเกษตรยังเป็นสัดส่วน 25% ของมูลค่าส่งออกรวม หากเทียบกับกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีสัดส่วน 75% กำลังซื้อยังไม่ฟื้นตัว จากเจอปัญหาเศรษฐกิจโลกซบเซา ดังนั้น กระทรวงพาณิชย์ ยังมองส่งออกปีนี้ขยายตัว 1-2%

ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า การส่งออกข้าว 7 เดือนแรกปีนี้ เกิน 4.8 ล้านตัน คาดทั้งปีนี้จะส่งออกได้เกิน 8 ล้านตัน จากความต้องการสูงขึ้นต่อเนื่อง แต่เรื่องราคาข้าวไม่อาจประเมินได้ตอนนี้ เพราะต้องดูท่าทีและผลกรณีที่อินเดียประกาศมาตรการห้ามส่งออกข้าวขาว ยังไม่มีอะไรที่ชัดเจนในทางปฏิบัติ แต่ก็สร้างความปั่นป่วนไปทั่วโลก ตอนนี้ราคาข้าวโลกขยับขึ้น 20-30% จากราคาข้าวโลกสูงขึ้น 100 เหรียญสหรัฐ หลังอินเดียประกาศมาตรการ อย่างข้าวขาวเอฟโอบีต่ำกว่า 550 เหรียญสหรัฐต่อตัน เพิ่มเป็นเกิน 600 เหรียญสหรัฐแล้ว

“บวกกับค่าเงินบาทผันผวนเร็ว ซึ่งค่าเงินขึ้นลง 50 สตางค์ต่อสัปดาห์ มีผลต่อราคาข้าว 20-30 เหรียญสหรัฐต่อตัน คงต้องใช้เวลาอีก 2 สัปดาห์จากนี้ ว่าอินเดียจะมีท่าทีของมาตรการที่ออกมาอย่างไร เพราะยังเปิดให้ประเทศขาดแคลนซื้อตรงได้ และดูว่าเวียดนามจะลดส่งออกด้วยไหมจากที่เจอภัยแล้งด้วย” นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยระบุ

นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า ตอนนี้การซื้อขายข้าวโกลาหลไปหมด หลังอินเดียประกาศห้ามส่งออกข้าวขาว และหลายประเทศเพิ่มนำเข้าเพื่อความมั่นคงด้านสต๊อก ขณะที่มีการชิงซื้อข้าวในประเทศเพื่อส่งมอบข้าวที่ทำสัญญาไว้เดิม โดยสัญญาข้าวใหม่ต้องรอความชัดเจนอีก 2-3 สัปดาห์จากนี้ และราคาข้าวในและโลก ผันผวนหนัก ทำให้การเจรจาชะงัก ตอนนี้ราคาข้าวในประเทศ 20 บาทต่อโล อาจถึง 21-22 บาทต่อโล และรอดูประเทศนำเข้าข้าวอย่างฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย

นายวิชัย ศรีนวกุล นายกสมาคมโรงสีข้าวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า เพาะปลูกข้าวนาปีอีสานจะเริ่มก่อนปลายปี ไม่น่าจะมีปัญหาเรื่องน้ำ และผลผลิตจะได้ตามปกติ แต่เรื่องราคาอาจสูงขึ้น ด้วยปริมาณความต้องการและราคาต้นทุนสูง อาจมีผลต่อข้าวถุงจะขยับขึ้นได้ 20 บาทต่อถุง (5 กิโลกรัม) ได้