ห่วงราคาสินค้า-หนี้ครัวเรือน-ดอกเบี้ย กดตลาดค้าปลีกไม่ถึง 3.7 ล้านล้านบาท
น.ส.ชญานิศ สมสุข นักวิเคราะห์ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ธุรกิจค้าปลีกมีแนวโน้มเติบโตดีขึ้นต่อเนื่องในปี 2566 คาดว่ามูลค่าตลาดจะเติบโตราว 10% จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นและการฟื้นตัวของการบริโภค โดยคาดว่าจะมีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 3.7 ล้านล้านบาท โดยกลุ่ม Store-based retailing (ธุรกิจค้าปลีกแบบมีหน้าร้าน) จะกลับมามีมูลค่าเท่าก่อนช่วงโรคระบาดในปี 2567 ส่วน Non-store retailing (ธุรกิจค้าปลีกแบบไม่มีหน้าร้าน) ยังคงเติบโตต่อเนื่อง
ครึ่งแรกของปี 2566 ธุรกิจค้าปลีกสามารถเพิ่มยอดขายจากนโนบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ และคาดการณ์ว่านักท่องเที่ยวจีนจะเข้ามาในประเทศมากขึ้นในครึ่งหลังของปี 2566 อย่างไรก็ดี มีปัจจัยที่ยังต้องระวัง อาทิ ราคาสินค้าและหนี้ภาคครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคยังมีความเปราะบาง อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ทำให้ต้นทุนด้านการเงินเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่มีระดับการกู้ยืมสูง การอ่อนค่าของเงินบาทที่กระทบกลุ่มสินค้านำเข้า

อี-คอมเมิร์ซ ยังเติบโตต่อเนื่องและมีแนวโน้มแข่งขันรุนแรง แม้ชะลอตัวหลังจากผู้บริโภคกลับมาใช้ชีวิตใกล้เคียงกับก่อนช่วงโรคระบาด เพราะผู้บริโภคมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงมาซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้นจากความสะดวกสบาย โดยเฉพาะกลุ่มค้าปลีกออนไลน์ Marketplace retailers ที่มีสินค้าหลากหลาย ผู้ขายหลายราย ทำให้ผู้บริโภคเปรียบเทียบราคาและบริการของแต่ละร้านค้า นอกจากนี้ Buy Now Pay Later (BNPL) ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง ยังมีบทบาทสำคัญในธุรกิจค้าปลีก โดยเฉพาะกลุ่มการซื้อขายสินค้าออนไลน์ ผู้ประกอบการจะต้องปรับตัว อาจนำ BNPL มาเป็นอีกหนึ่งช่องทางการชำระเงินเพื่อซื้อสินค้า หนุนให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อสินค้าได้ง่ายขึ้น เพื่อเพิ่มยอดขายของร้านค้าแต่ต้องระมัดระวังเรื่องหนี้ภาคครัวเรือน
“ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ให้ความสำคัญประเด็นอีเอสจี โดยมุ่งเน้นไปที่ด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขณะที่ด้านสังคม ผู้ประกอบการมุ่งเน้นการสร้างอาชีพ ท่ามกลางการให้ความสำคัญกับความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูล ในส่วนของผู้บริโภค โดยเฉพาะคนหนุ่มสาว อาทิ คนที่เกิดในยุคมิลเลนเนียลยินดีจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเพื่อสินค้าที่ยั่งยืน” น.ส.ชญานิศกล่าว

