‘ตลท.’ ชี้หุ้นไทยถูกกระทบจากปัจจัยการเมือง-ศก.เป็นหลัก
นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า หากมีรัฐบาลที่สามารถจัดตั้งได้แล้ว นโยบายต่างๆ จะชัดเจนมากขึ้น รวมถึงงบประมาณประจำปี 2567 ด้วย ซึ่งจะทำให้สามารถมองเห็นภาพการพัฒนาเศรษฐกิจได้ชัดเจนมากขึ้นตามด้วย เพราะสิ่งที่มีผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยมีทั้งปัจจัยเศรษฐกิจและปัจจัยการเมือง โดยปัจจัยเศรษฐกิจถือว่าสามารถให้ข้อมูลได้มากกว่า และจากการประเมินภาพเศรษฐกิจในขณะนี้ต้องบอกว่าเศรษฐกิจทั่วโลกในปี 2566 ไม่ได้ดีมากนัก มีการคาดการณ์ประเทศที่เศรษฐกิจสามารถขยายตัวเป็นบวกได้เพียงไม่กี่ประเทศ ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในนั้น และอันนี้ถือเป็นจุดแข็งจุดแรกของไทยที่มีการมองว่าเศรษฐกิจไทยยังคงดีอยู่และน่าจะดีต่อไปได้
นายภากรกล่าวว่า รวมถึงจุดแข็งความความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทย ที่การฟื้นตัวของแต่ละภาคธุรกิจยังไม่ได้เท่ากัน บางภาคธุรกิจฟื้นแล้ว แต่ในอีกภาคก็กำลังฟื้นอยู่ หรืออาจยังไม่ได้ฟื้นตัวมากนัก รวมถึงมีปัจจัยที่ทำให้ฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ อาทิ ภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคในประเทศ ที่หวังว่าจะฟื้นตัวได้มากกว่านี้ แต่ก็ไม่ได้เป็นไปตามคาด เพราะมีนักท่องเที่ยวบางประเทศที่ยังกลับเข้ามาเที่ยวไทยไม่มากเท่าที่ควร แต่ก็มีบางประเทศที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามามากกว่าคาด ซึ่งถือว่าเป็นการสร้างความสมดุลระหว่างกัน แม้ว่าจะทำให้ผลต่อเศรษฐกิจไม่ได้เร็วหรือแรงเท่าที่คาดไว้ แต่เศรษฐกิจก็ยังเดินหน้าได้อยู่ โดยเน้นย้ำว่าการลงทุนจะต้องมีความเข้าใจในผลิตภัณฑ์และประเทศที่เข้าไปลงทุนอย่างแท้จริง
ด้านนายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลท. กล่าวว่า ปัจจัยต่างประเทศที่เป็นความเสี่ยงแบบเซอร์ไพรส์ต่อภาพตลาดหุ้นไทยในขณะนี้ยังไม่มีเหมือนปี 2565 ที่มีเรื่องสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน รวมถึงตอนนี้ปัจจัยในหลายเรื่องก็เริ่มมีสถานการณ์ที่ดีขึ้น โดยเฉพาะเงินเฟ้อสหรัฐที่ปรับลดลง และราคาน้ำมันที่ลดลงค่อนข้างมากหากเทียบกับต้นปี 2566 ที่ผ่านมา แม้เริ่มเห็นการปรับขึ้นมาบ้างเล็กน้อยก็ตาม ทำให้การลงทุนในประเทศไทยเป็นการรอจังหวะ เพราะมูลค่าหุ้น (แวลูเอชั่น) ค่อนข้างดี พีอีต่ำกว่าค่าเฉลี่ย รวมถึงเริ่มเห็นการทยอยซื้อสะสมเพิ่มขึ้นของทั้งนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายย่อย โดยนักลงทุนต่างชาติเมื่อเห็นจุดอิ่มตัวน่าจะกลับเข้ามาใหม่ ตอนนี้น่าจะเป็นการรอจังหวะอยู่
“ภาพใหญ่ความเสี่ยงในระดับโลกเริ่มลดลง เริ่มเห็นเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) แวลูเอชั่นถูกเมื่อเทียบกับอดีต โดยในบางสาขาอุตสาหกรรมแม้ได้รับผลกระทบอยู่บ้าง แต่ก็สามารถขยายต่อได้เพราะเป็นจุดแข็งสำหรับเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการท่องเที่ยวและเวลเนส รวมถึงผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทย ก็ฟื้นตัวกลับมาได้แล้วเมื่อเทียบกับการระบาดโควิดเมื่อปี 2562” นายศรพลกล่าว
นายศรพลกล่าวว่า กรณีการออกไปลงทุนต่างประเทศของนักลงทุนไทยมากขึ้น จะมีการสร้างแรงจูงใจให้กลับมาลงทุนในประเทศไทยเพิ่มขึ้นหรือไม่นั้น มองว่าการออกไปลงทุนต่างประเทศถือเป็นการกระจายการลงทุน รวมถึง ตลท.มีการนำผลิตภัณฑ์ต่างชาติเข้ามาให้นักลงทุนสามารถลงทุนได้ง่ายขึ้นผ่านตลาดดีอาร์และดีอาร์เอ็กซ์ด้วย อีกทั้งผลิตภัณฑ์ของไทยก็ถูกนำไปขายในตลาดต่างชาติด้วยเช่นกัน ซึ่งถือเป็นความไว้วางใจซึ่งกันและกันด้วย
นายศรพลกล่าวว่า ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2566 ดัชนีปิดที่ระดับ 1,556.06 จุด ปรับเพิ่มขึ้น 3.5% จากเดือนก่อนหน้า และปรับลดลง 6.7% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2565 โดยมีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันรวมอยู่ที่ 46,002 ล้านบาท ลดลง 25.3% เทียบกับช่วงเดียวกันปี 2565 มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันใน 7 เดือนแรกปี 2566 อยู่ที่ 56,873 ล้านบาท ทั้งนี้ ผู้ลงทุนต่างชาติขายสุทธิเป็นเดือนที่ 6 โดยในเดือนกรกฎาคม 2566 ผู้ลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 12,558 ล้านบาท

