สรท.หวังเร่งตั้ง รบ.ใหม่ อัดงบกิจกรรมกระตุ้นการส่งออก ดันทั้งปีโตแตะ 1%
เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม นายชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่า ภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทยเดือนมิถุนายน 2566 กับเดือนเดียวกันของปีก่อน
พบว่าการส่งออกมีมูลค่า 24,826 ล้านเหรียญสหรัฐ ติดลบ 6.4% และมีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 848,927 ล้านบาท ติดลบ 6.3% (เมื่อหักทองคำ น้ำมัน และอาวุธยุทธปัจจัย พบว่าการส่งออกในเดือนมิถุนายน ติดลบ 2.9%) ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 24,768 ล้านเหรียญสหรัฐ ติดลบ 10.3% และมีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 857,188 ล้านบาท ติดลบ 10.2% ส่งผลให้ดุลการค้าของประเทศไทยในเดือนมิถุนายน 2566 เกินดุลเท่ากับ 57.7 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเท่ากับ 8,261 ล้านบาท
นายชัยชาญกล่าวอีกว่า สำหรับภาพรวมการค้าระหว่างประเทศของไทยในเดือนมกราคม-มิถุนายนของปี 2566 เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (YoY) พบว่า ไทยส่งออกรวมมูลค่า 141,170.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ติดลบ 5.4% และมีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 4,790,352 ล้านบาท ติดลบ 3.1% (เมื่อหักทองคำ น้ำมัน และอาวุธยุทธปัจจัย พบว่าการส่งออกในช่วงมกราคม-มิถุนายน ติดลบ 2.3%)
ในขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 147,477.9 ล้านเหรียญสหรัฐ ติดลบ 3.5% และมีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 5,067,514 ล้านบาท ติดลบ 1.3% ส่งผลให้ดุลการค้าของประเทศไทยในเดือนมกราคม-มิถุนายน 2566 ขาดดุลเท่ากับ 6,307.6 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 277,162 ล้านบาท ทั้งนี้ คาดว่าตัวการส่งออกของเดือนกรกฎาคม 2566 มีโอกาสกลับมาเป็นบวก หลังติดลบยาวกกว่า 9 เดือน
นายชัยชาญกล่าวอีกว่า ทั้งนี้ สรท.ยังคงเป้าหมายภาคการส่งออกรวมทั้งปี 2566 ไว้ที่ระหว่างติดลบ 0.5 ถึง 1% โดยมีปัจจัยเสี่ยงที่เป็นอุปสรรคสำคัญในปี 2566 ได้แก่
- ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ฝั่งตะวันออกและตะวันตก ส่งผลอย่างยิ่งต่อความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
- เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าหลักยังคงขยายตัวแบบชะลอลงและฟื้นตัวแบบหน่วง อาทิ ตลาดสหรัฐ ยุโรป และจีน
- อัตราดอกเบี้ยทั่วโลกยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ระบบการเงินมีแนวโน้มสภาพคล่องลดลงและการปล่อยสินเชื่อตึงตัวขึ้น
- ต้นทุนการผลิตยังคงสูง อาทิ ค่าไฟฟ้า ราคาวัตถุดิบการผลิต ส่งผลต่อความสามารถทางด้านการแข่งขันด้านราคาของสินค้าไทย
- ความเสี่ยงจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง ส่งผลต่อปริมาณน้ำในเขื่อนและแหล่งกักเก็บน้ำ รวมถึงผลผลิตทางการเกษตรในช่วงปลายปี 2566
นายชัยชาญกล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม สรท. มีข้อเสนอแนะที่สำคัญ ประกอบด้วย
- เร่งกระบวนการจัดตั้งรัฐบาล เพื่อขับเคลื่อนแผนกิจกรรมการส่งออกในช่วงครึ่งหลังของปี 2566 รวมถึงการเจรจาการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ให้มีความต่อเนื่อง เพื่อให้เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศมีเสถียรภาพ และเร่งหาตลาดใหม่เพิ่มเติม
- ภาครัฐและเอกชน ต้องเร่งบริหารจัดการลดผลกระทบต่อต้นทุนภาคการผลิตที่ปรับสูงขึ้น อาทิ ค่าไฟฟ้า ค่าแรง อัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะมีผลต่อการเจรจาทางการค้ากับคู่ค้า โดยอาจเสียเปรียบคู่แข่งที่สำคัญ รวมถึงต้องเร่งการลงทุนเพื่อปรับปรุงกระบวนการของภาคการผลิตและกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องเพื่อรองรับมาตรการทางค้าใหม่ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
- ภาครัฐและเอกชน ต้องเร่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินให้แก่ผู้ประกอบการในโซ่อุปทาน โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี)
- ภาครัฐและเอกชน ต้องเร่งเพิ่มทักษะและสมรรถนะของแรงงาน ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด
- ภาคเอกชน ควรเร่งพัฒนาและปรับตัวโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยในกระบวนการผลิตจนถึงส่งมอบสินค้า
- ภาครัฐและเอกชน ต้องเร่งแสวงหาช่องทางหรือรูปแบบการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศในรูปแบบใหม่ เพื่อลดต้นทุนการขนส่ง และยกระดับประสิทธิภาพและโลจิสติกส์ให้สูงขึ้น เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันทางการค้า


