หน้าแรก เศรษฐกิจ อาซาว่า กรุ๊ป...

อาซาว่า กรุ๊ป โชว์ยอดขายครึ่งปี 66 โตแกร่ง พร้อมสยายปีกแบรนด์แฟชั่นเจาะตลาด AEC

8.08.23 | 14:32 น.

อาซาว่า กรุ๊ป รุกขยายพอร์ต ส่ง 5 แบรนด์แฟชั่นในเครือเจาะธุรกิจแฟชั่น ไลฟ์สไตล์ อาหาร พร้อมสยายปีกสู่ต่างประเทศ วางเป้าปีหน้าโต 50% หลังผลดำเนินงานครึ่งปี 66 โตแกร่ง ทะลุเป้ากว่า 63%

นายพลพัฒน์ อัศวะประภา ดีไซเนอร์และผู้ก่อตั้ง บริษัท อาซาว่า จำกัด (Asava Group) กล่าวว่า ภาพรวมการเติบโตของแบรนด์ภายใต้เครือ Asava Group ในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้มีอัตราเติบโต 63% โดยแบรนด์ Uniform by Asava มียอดขายเติบโตคิดเป็น 102% ตามด้วยแบรนด์ Asava มียอดขายเติบโตคิดเป็น 35% แบรนด์ Asv มียอดขายเติบโตคิดเป็น 23% “อาซาว่า กรุ๊ป พร้อมเดินหน้าสู่ปีที่ 16 อย่างแข็งแกร่ง โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาแบรนด์สินค้าของคนไทยให้ทัดเทียมแบรนด์ระดับโลก ปัจจุบันมีแบรนด์แฟชั่นในเครือ 5 แบรนด์ นอกเหนือจาก 3 แบรนด์ที่กล่าวข้างต้น ยังมีแบรนด์ White Asava แบรนด์ MOO และมีร้าน SAVA Modern THAI Flavour ที่เป็นร้านอาหารด้วย

นายพลพัฒน์ กล่าวว่า อาซาว่า กรุ๊ป มีแพลนจะจัดกิจกรรมส่งเสริมภาพลักษณ์และกิจกรรมทางการตลาด ไม่ว่าจะเป็นการจัดแฟชั่นโชว์ และมีแผนในอนาคตหาพาร์ทเนอร์มาร่วมทุน รวมถึงกิจการร่วมค้า (Joint venture) เพื่อขยายตลาดสู่ภูมิภาคอาเซียน หรือ AEC ไปยังลาว กัมพูชา มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ผ่านช่องทางขายออนไลน์ โดยประเทศเหล่านี้มีฐานลูกค้าที่ใหญ่มากอยู่แล้ว เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้พอร์ตโฟลิโอ และการมุ่งมั่นนำพาแบรนด์ไลฟ์สไตล์ของคนไทยไปสร้างปรากฏการณ์บนเวทีโลก ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นผู้อยู่เบื้องหลังชุดประกวดนางงามไทยบนเวทีโลก รวมถึงผลงานออกแบบชุดผ้าไหมไทยให้นักร้องสาวชื่อดัง “ลิซ่า – ลลิษา มโนบาล” แห่งวง BLACKPINK ตั้งเป้ายอดขายปี 2567 จะเติบโตขึ้นมากกว่า 50% หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท

“อาซาว่า กรุ๊ปก่อตั้งขึ้นในปี 2551 นับเป็นความสำเร็จตลอด 15 ปีที่ผ่านมา จากจุดเด่นของแบรนด์ที่มีดีเอ็นเอแข็งแกร่ง คือ Urban, Sophisticated, Realistic, Authentic, Intelligent เป็นแนวคิดหลักในการทำงานของอาซาว่า เน้นเรื่องความเป็นตัวตนของผู้หญิงทำงานในเมืองใหญ่ มีความโก้หรูที่ไม่หวือหวา สามารถสวมใส่ได้จริง สะท้อนบุคลิกผู้สวมใส่ ฉลาดและรู้จักใช้ชีวิต และที่สำคัญที่สุดของแบรนด์คือเป็นเสื้อผ้าที่มีเส้นสายและเอกลักษณ์งานดีไซน์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนแบรนด์อื่นในตลาด ซึ่งเรายังไม่หยุดพัฒนา ล่าสุด วางแผนจะปรับโฉมสาขาต่างๆ เช่น สาขาชิดลม, พารากอน รวมถึงร้าน Flagship Store ซ.สุขุมวิท 45 ให้มีดีไซน์ที่แตกต่างกันไปตามความต้องการและไลฟ์ไตล์การใช้ชีวิตของคนในแต่ละพื้นที่ รวมถึงจัดจำหน่ายผ่านหน้าร้านและช่องทางของแบรนด์ เช่น เว็บไซต์ และโซเชียลมีเดียต่างๆ และยังร่วมมือกับสมาคมแฟชั่นดีไซน์เนอร์กรุงเทพฯ (Bangkok Fashion Society) และแพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์ นำสินค้าแฟชั่นดีไซเนอร์ไทยในกลุ่มพรีเมียมสู่ตลาดออนไลน์ ถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่ของวงการอีคอมเมิร์ซและแฟชั่นพรีเมียมในเมืองไทย และมีส่วนช่วยผลักดันยอดขายของแบรนด์อีกด้วย”