หน้าแรก เศรษฐกิจ กกพ.ชี้ถ้าลดค...

กกพ.ชี้ถ้าลดค่าไฟฟ้าเหลือ 4.25 บาทต่อหน่วย รัฐต้องหนุนเงินราว 1-1.2 หมื่นล้านบาท

8.08.23 | 16:34 น.

กกพ.ชี้ถ้าลดค่าไฟฟ้าเหลือ 4.25 บาทต่อหน่วย รัฐต้องหนุนเงินราว 1-1.2 หมื่นล้านบาท

ตามที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีมติเห็นชอบค่าไฟฟ้าผันแปร (เอฟที) เรียกเก็บจำนวน 66.89 สตางค์ต่อหน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยปรับลดลงจากงวดปัจจุบัน (พฤษภาคม-สิงหาคม 2566) จาก 4.70 บาทต่อหน่วย เหลืออยู่ที่ 4.45 บาทต่อหน่วย และให้มีผลตั้งแต่รอบบิลเดือนกันยายน-ธันวาคม 2566 ขณะเดียวกัน คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ระบุว่าค่าไฟฟ้าดังกล่าวเป็นตัวเลขที่สูงเกินไป และดำเนินการยื่นหนังสือถึงรัฐบาลหาแนวทางช่วยเหลือต้นทุนค่าไฟฟ้า

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า หลักการคำนวณค่าไฟฟ้าของ กกพ. เป็นการคิดตามสูตรคำนวนผันแปรงวดสุดท้าย ซึ่งอ้างอิงจากสถานการณ์ราคาเชื้อเพลิง ทั้งก๊าซธรรมชาติเหลว LNG ปริมาณก๊าซในอ่าวไทย และสภาพคล่องของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ( กฟผ.) ที่สามารถบริหารหนี้ได้แค่ 5 งวด ไม่สามารถยืดเป็น 6 งวด หรือสิ้นสุดภายในเมษายน 2568 จึงทำให้สามารถลดค่าไฟฟ้าในงวดสุดท้ายราว 20 สตางค์ต่อหน่วย ถ้าจะให้ลดมากกว่านี้จะขึ้นอยู่ที่ความสามารถของ กฟผ.ในการบริหารหนี้ด้วย

“หนี้ของ กฟผ.การบริหารหนี้อย่างไรนั้นอาจต้องอาศัยกลไกรัฐบาลและอื่นๆ เข้ามาช่วย กกพ.ไม่มีอำนาจบริหารหนี้ของ กฟผ. เพียงแต่ตัวเลขที่ กฟผ.เสนอเข้ามาเป็นตัวเลขที่เหมาะสม และไม่เกิดภาระต่อประชาชน และไม่เป็นปัญหาต่อ กฟผ.เกินควร ซึ่งอยู่ในตัวเลขที่ไปได้ทั้งคู่ จึงตัดสินค่าไฟฟ้าที่ 4.45 บาทต่อหน่วย”นายคมกฤช กล่าว

นายคมกฤช กล่าวว่า หากต้องการจะให้ลดค่าไฟฟ้าเหลือ 4.25 บาทต่อหน่วยตามที่ กกร.เสนอ คงต้องใช้งบประมาณจากภาครัฐบาลเข้ามาสนับสนุนช่วยเหลือ เนื่องจาก กกพ. ไม่มีงบประมาณเพียงพอ ซึ่งประเมินว่าการลดค่าไฟฟ้าลง 1 สตางค์ต้องใช้งบประมาณโดยเฉลี่ย 500-600 ล้านบาท หากจะลดค่าไฟ 20 สตางค์ ต้องใช้งบประมาณราว 10,000-12,000 ล้านบาท จึงต้องรอรัฐบาลใหม่ และคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติพิจารณา ซึ่งแนวทางจะเป็นอย่างไรยังไม่สามารถระบุได้

Advertisement

“งวดสุดท้ายของปีนี้จะลดยาก เพราะสถานการณ์ปลายปี ราคาแก๊สธรรมชาติ โดยตลาด LNG จะราคาขึ้น ปัจจุบันขึ้นแล้ว ดังนั้น งวดปลายปีจะลำบาก ถ้าจะเปลี่ยนโครงสร้าง เปลี่ยนวิธีการคำนวณพลังงาน คงต้องใช้เวลาและอำนาจรัฐเข้ามาช่วยตัดสิน ซึ่งเรื่องนี้เข้าใจว่าถ้าจะทำต้องมีกระบวนการเปิดรับฟังความคิดเห็นฯ ที่อาจต้องใช้เวลา รวมถึงการพิจารณาต้นทุนที่เกี่ยวข้องทั้งของทาง ปตท. และ กฟผ. จึงต้องรอรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหาร”นายคมกฤช กล่าว

นายคมกฤช กล่าวว่า ส่วนแนวโน้มค่าไฟฟ้าในงวดแรกของปี 2567 จะสามารถลดลงได้มากกว่านี้หรือไม่ นั้น ต้องยอมรับว่า ขณะนี้มีปัจจัยเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากความต้องการใช้แก๊สเพิ่มขึ้น ปัญหาภัยแล้ง เนื่องจาก กฟผ. ได้แจ้ง กกพ. ว่าปริมาณน้ำในเขื่อน ที่ สปป.ลาว ลดน้อยลง จะส่งผลต่อการผลิตไฟฟ้าที่ กฟผ. ซื้อไฟฟ้าพลังงานน้ำส่งมายังไทยก็อาจทำให้การผลิตไฟฟ้าต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเข้ามาทดแทน ขณะที่ถ่านหินราคาสูงขึ้นเทียบเท่าราคาแก๊ส หรือราคาสูงกว่า รวมถึงต้องติดตามราคาแก๊สฯ LNG ที่ผันผวน เพราะยังมีหลายปัจจัยเข้ามากระทบ

“ทั้งนี้ กกพ. เตรียมแผนรองรับสถานการณ์รับมือราคาเชื้อเพลิงที่ผันผวน และติดตามผลิตแก๊สฯ อ่าวไทย เพื่อลดผลกระทบจากค่าไฟฟ้า ในอนาคต”นายคมกฤช กล่าว

ทั้งนี้ สำหรับแนวทางที่ กกพ.เตรียมดำเนินการภายหลังจากการจัดตั้งรัฐบาลแล้วเสร็จมี 3 เรื่อง ซึ่งในส่วนของหน่วยงานในกำกับดูแล โดย กกพ. คือ 1.จะทบทวนนโยบายการเปิดเสรีแก๊สระยะที่ 2 ที่เปิดแล้วได้ดำเนินการ ถ้ามีปัญหาจะแก้ไข และส่วนที่ 2.เรื่องราคาแก๊ส (Pool Gas) เพื่อให้เกิดความเหมาะสมในการจัดสรรแก๊สธรรมชาติระหว่างภาคอุตสาหกรรม และโรงไฟฟ้า และ 3.เรื่องค่าไฟฟ้า โดยทุกๆ 4 ปีจะมีนโยบายการคำนวณค่าไฟฐาน ซึ่งนโยบายรัฐบาลจะเป็นอย่างไรจะทำไปตามนโยบายปัจจุบัน หากมีนโยบายใหม่ที่จะเปลี่ยนโครงสร้างการคำนวณใหม่ก็ต้องเป็นไปตามแนวทางนั้น และถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงจะใช้การคำนวณแบบเดิม