ททท.ห่วงท่องเที่ยวสะดุด ตั้งรัฐบาลล่าช้า ไร้งบประมาณกระตุ้น คลังปัดเสนอตัดสิทธิเบี้ยยังชีพของประชาชน
เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ภาคการท่องเที่ยวอยากจัดตั้งรัฐบาลโดยเร็วที่สุด เพราะมีผลสำคัญต่อการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2567 ที่ควรเริ่มต้นใช้จ่ายตั้งแต่เดือนตุลาคมปีนี้ โดยปี 2567 ททท.ขอรับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้น 1,500 ล้านบาท การจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าจะไม่มีผู้เข้ามาอนุมัติงบเหล่านี้ ททท.จะกลับไปใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2567 ไปพลางก่อน ซึ่งใช้ได้เพียง 50% ของปี 2566 แบ่งเป็นงบด้านการตลาดประมาณ 600 ล้านบาทเท่านั้น
“เชื่อว่าหลายฝ่ายอยากให้มีการจัดตั้งรัฐบาลโดยเร็ว เพื่อออกมาตรการกระตุ้นดีมานด์ภาคท่องเที่ยวด้วยอาวุธใหม่ๆ ในช่วงรอยต่อเข้าสู่ฤดูการท่องเที่ยวเดือนตุลาคมนี้ เพื่อดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาจับจ่ายภายในประเทศ หลังกำลังซื้อของตลาดนักท่องเที่ยวไทยมีปัญหาจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว การจัดทำโปรโมชั่นร่วมกับผู้ประกอบการหากไม่มีเงินก็ทำไม่ได้ ช่วงที่เหลือของปีนี้ ททท.ยังไม่มีโครงการใหม่กระตุ้นท่องเที่ยวเพราะโครงการเดิมใช้เงินเริ่มหมดแล้ว” นายยุทธศักดิ์กล่าว
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กรณีกระแสข่าวส่งต่อกันในสื่อสังคมออนไลน์ระบุว่า กระทรวงการคลังจะเสนอตัดสิทธิเบี้ยยังชีพของประชาชน ขอยืนยันว่า ข่าวไม่เป็นความจริง กระทรวงการคลังไม่เคยมีแนวคิดดังกล่าว เนื่องจากทราบดีว่าจะส่งผลกระทบและเป็นการซ้ำเติมประชาชน ข่าวที่เกิดขึ้นอาจจะเกิดจากการตีความที่คลาดเคลื่อน สำหรับแนวคิดที่จะเสนอให้ทบทวนผู้ได้รับสิทธิเบี้ยคนชรา เฉพาะในกลุ่มที่เป็นผู้มีฐานะร่ำรวยและไม่ได้มีความจำเป็นต้องพึ่งพาเบี้ยคนชราในการดำรงชีพ เพื่อนำเงินส่วนต่างมาช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยนั้น เป็นเพียงข้อเสนอในเชิงวิชาการเป็นการภายในเท่านั้น หากจะมีการดำเนินการในอนาคต ต้องพิจารณาหลักเกณฑ์ที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้กระทบต่อความเป็นอยู่ของกลุ่มผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย หรือมีความจำเป็นต้องพึ่งพาการช่วยเหลือจากรัฐบาล
ล่าสุด กระทรวงการคลังยังได้ขยายสิทธิการใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มขึ้นจากเดิมที่สามารถใช้ได้เพียง ขสมก. บขส. รถไฟฟ้าบีทีเอสและเอ็มอาร์ที และรถไฟ โดยเพิ่มให้สามารถใช้สิทธิโดยสารรถเอกชนร่วม ขสมก. รถเอกชน และส่วนราชการกรุงเทพมหานคร รถเอกชนร่วม บขส. และรถเอกชน รถสองแถวรับจ้าง และเรือโดยสารสาธารณะ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเปิดให้ผู้ประกอบการระบบขนส่งสาธารณะแต่ละประเภทมาสมัครเข้าร่วมโครงการ และหากผู้ประกอบการดำเนินการแล้วเสร็จตามขั้นตอน จะสามารถเปิดให้บริการรับชำระเงินจากผู้มีสิทธิตามโครงการ ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2566 เป็นต้นไป

