กอนช. เตือนพื้นที่ชายขอบของประเทศ 7 จังหวัด รับมือฝนตกหนัก 11-13 ส.ค.นี้
เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม นายฐนโรจน์ วรรัฐประเสริฐ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมการประเมินสถานการณ์น้ำ กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาประเทศไทยยังคงมีฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณชายขอบประเทศ พื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันตก หลายพื้นที่ประสบสถานการณ์น้ำป่าไหลหลากและน้ำล้นตลิ่ง แต่ปริมาณฝนในภาพรวมทั้งประเทศยังคงน้อยกว่าค่าปกติ 18% และจากการเก็บข้อมูลปริมาณฝนสะสม 7 วัน (2-8 สิงหาคม) พบปริมาณฝนสะสมสูงสุดที่ภาคเหนือ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก นอกจากนี้ มีรายงานพื้นที่ประสบอุทกภัย 6 จังหวัด ที่ภาคเหนือ จ.ตาก จ.น่าน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.อำนาจเจริญ จ.นครพนม จ.อุดรธานี และ จ.อุบลราชธานี ซึ่งหน่วยงานต่างๆ ได้มีการบูรณาการเข้าให้ความช่วยเหลือพื้นที่ประสบเหตุแล้ว
นอกจากนี้ ที่ประชุมได้มีการคาดการณ์สภาพอากาศล่วงหน้า 7 วัน (11-17 สิงหาคม) พบว่า จะเกิดร่องความกดอากาศต่ำเหนือประเทศไทยบริเวณประเทศจีนตอนใต้และเหนือประเทศเวียดนาม ส่งผลให้ประเทศไทยมีฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยปริมาณน้ำฝนในช่วงสองวันนี้จะยังไม่มากนัก แต่จะหนักขึ้นในช่วงวันที่ 11-13 สิงหาคมนี้
นอกจากนี้ ยังได้มีการคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงอุทกภัย 7 จังหวัด ได้แก่ จ.เชียงใหม่ จ.ตาก จ.น่าน จ.จันทบุรี จ.ตราด จ.พังงา และ จ.ระนอง ซึ่ง กอนช.จะเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยจะมีการประกาศแจ้งเตือนในทันที และกำชับหน่วยงานให้เตรียมความพร้อมเครื่องจักรเครื่องมือเข้าให้ความช่วยเหลือประชาชน โดยได้ขอให้ดำเนินการตาม 12 มาตรการรับมือฤดูฝนอย่างเคร่งครัด
“จากสถานการณ์ฝนในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาส่งผลดีในเรื่องช่วยเติมปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ โดยภาพรวมทั้งประเทศมีปริมาณน้ำเติมอ่างสะสม 2,028 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ปริมาณน้ำไหลเข้าอ่าง สูงสุดที่เขื่อนวชิราลงกรณ์ 789 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนสิริกิติ์ 271 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนลำปาว 186 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนรัชชประภา 75 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนขุนด่านปราการชล 11 ล้าน ลบ.ม. และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ 3 ล้าน ลบ.ม. ตามลำดับ ขณะที่ สถานการณ์แหล่งน้ำทั่วประเทศ พบว่าขณะนี้มีปริมาณน้ำทั้งประเทศ 42,720 ล้าน ลบ.ม. หรือ 52% คิดเป็นปริมาณน้ำใช้การ 18,616 ล้าน ลบ.ม. หรือ 32% ซึ่งยังสามารถรองรับปริมาณน้ำฝนได้อีกมาก โดยมีแหล่งน้ำที่มีปริมาณน้ำต่ำกว่าเกณฑ์หรือน้ำน้อย แบ่งเป็น ภาคเหนือ 6 แห่ง และภาคตะวันตก 1 แห่ง” นายฐนโรจน์กล่าว
ขณะเดียวกัน กอนช.ยังเฝ้าติดตามสถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดจากปรากฏการณ์เอลนิโญ ในพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งรวม 17 จังหวัด 43 อำเภอ โดย 5 อันดับแรก ได้แก่ จ.นครราชสีมา จ.อุตรดิตถ์ จ.นครสวรรค์ จ.ชัยนาท และ จ.อุทัยธานี ซึ่งเลขาธิการ สทนช.ได้สั่งการให้ สทนช.ภาค 1-4 ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์แล้งที่เกิดในช่วงฤดูฝนที่พบว่ามีหลายพื้นที่เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำและเสี่ยงเกิดภัยแล้ง เพื่อหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนชุมชนและประชาชนในพื้นที่ในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าระยะสั้นและแผนระยะยาวให้เกิดความยั่งยืนควบคู่
ซึ่ง กอนช.ยังคงเน้นย้ำความสำคัญอย่างมากในเรื่องของการเตรียมพร้อมรับการสถานการณ์ภัยแล้งที่จะเกิดขึ้นในอีก 1-2 ปีข้างหน้า โดยการวางแผนบริหารจัดการน้ำ 2 ปี การรณรงค์ให้ประหยัดน้ำทุกภาคส่วน รวมถึงการส่งเสริมการปลูกข้าวรอบเดียวและปลูกพืชใช้น้ำน้อยให้มากขึ้น เพื่อสงวนปริมาณน้ำไว้ให้ได้มากที่สุด


