‘ททท.’ ต่อยอดซอฟต์เพาเวอร์อาหารไทย ดัน ‘ผัดกะเพรา’ สู่ระดับโลก หวังกระตุ้นใช้จ่ายเพิ่ม 25%
นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท.เดินหน้าผลักดันตามแนวทางซอฟต์เพาเวอร์ของประเทศไทย ในด้านวัฒนธรรมอาหาร โดยยกเมนู “ผัดกะเพรา” อาหารจานด่วนประจำชาติ ภายใต้แนวคิด “เดอะ เกรทเทส กะเพรา ออน เอิร์ท” เพื่อทำให้เป็นที่รู้จักของทั่วโลกและเพิ่มมูลค่าการใช้จ่ายด้านอาหารของนักท่องเที่ยวต่างชาติจาก 20% ของมูลค่าการใช้จ่ายทั้งหมดเป็น 25% หรือคิดเป็นสัดส่วนภายในปี 2570 ตามแผนวิสาหกิจ ททท.ปี 2567-2570 (แผนระยะ 5 ปี) และยังเป็นการส่งเสริมการส่งออกอาหารและวัตถุดิบแปรรูปของไทยเพิ่มมากขึ้นจากปัจจุบันที่ตลาดการส่งออกของไทยติด 1 ใน 15 ของโลก
นายยุทธศักดิ์กล่าวว่า ททท.ได้ต่อยอดผ่านการเปิดเวทีมหกรรมกะเพราเขย่าโลก ภายใต้แคมเปญ “ผัดกะเพรา ไทยแลนด์ แชมป์เปียนชิป” เพื่อค้นหายอดฝีมือผัดกะเพราชิงแชมป์ประเทศไทย ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 1 ล้านบาท วันที่ 25-27 สิงหาคมนี้ ณ คลองผดุงกรุงเกษม (หัวลำโพง) กรุงเทพฯ โดยตลอดระยะเวลาการทำกิจกรรม 3 วัน ไม่น้อยกว่า 15,000 คน สร้างกระแสเงินหมุนเวียนทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 35 ล้านบาท
นายยุทธศักดิ์กล่าวว่า ถือเป็นการตอกย้ำแผนยุทธศาสตร์ส่งเสริมปีท่องเที่ยวไทย 2566 ที่ ททม.มุ่งมั่นให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวและนักชิมทั่วโลก โดยหนึ่งในกลยุทธ์หลักสำคัญคือ การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอาหาร อีกหนึ่งตลาดที่มีศักยภาพสูงในการสร้างมูลค่าและสร้างรายได้เชื่อมโยงสู่ระดับชุมชน โดยได้ดึงเมนูผัดกะเพรา ซึ่งเป็นอาหารจานด่วนที่เต็มไปด้วยคุณค่า ทั้งรสชาติ วัตถุดิบที่ปรับได้ตามความชอบ มีส่วนประกอบที่สำคัญคือ กะเพรา ที่ช่วยเติมกลิ่น เติมเนื้อสัมผัส และเป็นสมุนไพรที่ช่วยระบบทางเดินอาหาร เป็นอาหารไทยที่เป็นมรดกทางภูมิปัญญา เพื่อสะท้อนถึงวิถีชีวิตของคนไทยที่มีมาแต่โบราณ มาเป็นแนวคิดในการจัดงาน โดย ททท.คาดว่าเมนูผัดกะเพราจะเป็นที่รู้จักในวงกว้างและได้รับการยอมรับจากชาวต่างชาติ เหมือนเมนูอาหารไทยอื่นๆ อาทิ แกงพะแนง มัสมั่นไก่ ต้มยำกุ้ง ผัดไทย ข้าวซอย ส้มตำ เป็นต้น
นายยุทธศักดิ์กล่าวว่า ไฮไลต์สำคัญของ World Kaphrao Thailand Grand Prix 2023 คือ การจัดกิจกรรม “Pad Kaphrao Thailand Championship” แข่งผัดกะเพราชิงแชมป์ประเทศไทย ประเภทผัดกะเพราเนื้อ ภายใต้ธีม “Authentic & Beyond” ผัดกะเพราแท้ดั้งเดิมของไทย และผัดกะเพราใหม่ของโลก กำหนดให้ผู้เข้าแข่งขันใช้วัตถุดิบในการปรุงจากในประเทศและเน้นวัตถุดิบท้องถิ่นไม่ต่ำกว่า 50% รวมถึงต้องมีการตกแต่งจานอาหารที่แสดงอัตลักษณ์ความเป็นไทยและตั้งชื่อเมนูอาหารให้สอดคล้องและสร้างสรรค์ โดยจะแบ่งรอบการแข่งขันเป็นระดับภูมิภาค เพื่อคัดเลือกผู้ชนะจาก 5 ภูมิภาค และ 1 พื้นที่ ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลาง ภาคใต้ และกรุงเทพฯ จากนั้น นำผู้ชนะมาแข่งขันกันต่อในรอบสุดท้ายในวันที่ 27 สิงหาคม 2566 โดยผู้ชนะการแข่งขันจะได้รับเงินรางวัลรวมกว่า 1 ล้านบาท
นายยุทธศักดิ์กล่าวว่า ภายในงานยังมีกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy Tourism) โดยเฉพาะเมนูกะเพรา อีกหลากหลายกิจกรรม อาทิ การออกร้านจาก 12 ร้านกะเพรานานาชาติ ร้านสตรีทฟู้ดระดับตำนานกว่า 20 ร้านดัง ตลาดเพื่อนกะเพราและตลาดสดออร์แกนิคจัดจำหน่ายวัตถุดิบ ทั้งผักสด เนื้อสัตว์ และเครื่องปรุงอาหาร นิทรรศการให้ความรู้สวนกะเพราและพืชสมุนไพรไทย การจัดแสดงไฟประดับสวยงามตระการตาบริเวณริมคลองผดุงกรุงเกษม และกิจกรรมความบันเทิงและการแสดงจากศิลปินอีกมากมาย







