หน้าแรก เศรษฐกิจ ‘ทีเอชเอ’ คาด...

‘ทีเอชเอ’ คาดอัตราเข้าพัก ส.ค. แตะ 54.4% ชี้ดอกเบี้ยพุ่งกระทบโรงแรมเล็ก หวั่นผิดนัดชำระหนี้

11.08.23 | 05:23 น.

‘ทีเอชเอ’ คาดอัตราเข้าพัก ส.ค. แตะ 54.4% ชี้ดอกเบี้ยพุ่งกระทบโรงแรมเล็ก หวั่นผิดนัดชำระหนี้

นางมาริสา สุโกศล หนุนภักดี นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) เปิดเผยว่า จากผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการที่พักแรม ประจำเดือนกรกฎาคม 2566 จัดทำโดยสมาคมฯ ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำรวจระหว่างวันที่ 10-24 กรกฎาคม ที่ผ่านมา มีผู้ตอบแบบสำรวจจำนวน 91 แห่ง พบว่าปัจจัยผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นต่อความสามารถในการชำระหนี้ในปัจจุบันนั้น ธุรกิจโรงแรมส่วนใหญ่ 52% ยังสามารถชำระหนี้ได้ตามปกติ แม้มีภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น หากพิจารณาตามกลุ่มโรงแรม พบว่าโรงแรมระดับไม่เกิน 3 ดาว มีสัดส่วน 29% ที่ได้รับผลกระทบมาก โดยอาจผิดนัดชำระหนี้หรือต้องปรับโครงสร้างหนี้มากกว่ากลุ่มอื่น ขณะที่โรงแรมระดับ 5 ดาวขึ้นไป มีสัดส่วนที่ไม่ได้รับผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นมากกว่ากลุ่มอื่น

นางมาริสา กล่าวว่า อัตราการเข้าพักเดือนกรกฎาคม ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 57.5% จากเดือนมิถุนายน ซึ่งมี 45.5% โดยเพิ่มขึ้นในทุกภูมิภาค ส่วนหนึ่งมาจากการเข้าสู่ช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อนในบางประเทศ ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาเพิ่มขึ้น พื้นที่ภาคตะวันออกมีอัตราการเข้าพักสูงสุดเฉลี่ย 68% รองลงมาคือภาคกลาง 66.2% ภาคใต้ 58% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 40% และภาคเหนือ 39.6% ส่วนคาดการณ์อัตราการเข้าพักเดือนสิงหาคม อยู่ที่ 54.4%

“ความน่ากังวลจากสถานการณ์ของการเมืองในประเทศ ขณะนี้สมาคมฯหวังว่าการจัดตั้งรัฐบาลจะเกิดโดยเร็ว พร้อมให้การสนับสนุนและทำงานร่วมกับรัฐบาลใหม่ เพื่อจะได้เห็นทิศทางของนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว เพราะปัจจุบันเศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงชะลอตัว หากเกิดสถานการณ์ความไม่แน่นอน อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นจากนักท่องเที่ยวลดลงเช่นกัน โดยภาคธุรกิจยังรอความชัดเจนเพื่อเร่งแก้ไขปัญหา อาทิ ปัญหาด้านเที่ยวบินต่างประเทศ ที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ความไม่สะดวกในการขอวีซ่าของนักท่องเที่ยวชาวจีน รวมถึงการขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่จะทำให้ต้นทุนการบริหารจัดการสูงขึ้น โดยเฉพาะโรงแรมที่กู้เงินมาใช้ในช่วงนี้เพื่อใช้ปรับปรุงโรงแรม ลงทุนอุปกรณ์ เครื่องจักรใหม่ จ้างพนักงานเพิ่ม และต้องมีเงินหมุนเวียนทำธุรกิจ หลังจากที่ต้องปิดกิจการชั่วคราวจากวิกฤติโควิด-19” นางมาริสากล่าว

นางมาริสา กล่าวว่า ปัญหาขาดแคลนแรงงานของธุรกิจโรงแรมในเดือนกรกฎาคม ใกล้เคียงกับเดือนมิถุนายน โดยกว่า 47% ขาดแคลนแรงงาน แต่ส่วนใหญ่ยังไม่กระทบจำนวนลูกค้าที่รับได้ อย่างไรก็ตาม สัดส่วนของโรงแรมที่ตอบว่าปัญหาขาดแคลนแรงงานส่งผลต่อคุณภาพการให้บริการ แต่ยังไม่กระทบจำนวนลูกค้าเพิ่มขึ้นจาก 18% ในเดือนก่อนเป็น 24% และเพิ่มขึ้นในภาคตะวันออก ภาคใต้ และภาคเหนือเป็นสำคัญ โดยไฮซีซันที่จะถึงนี้ ปัญหาขาดแคลนแรงงานจะมีมากขึ้น มีสัดส่วนผู้ตอบกว่า 88% ส่วนที่เหลืออีก 12% ระบุว่าไม่มีปัญหาในช่วงไฮซีซันที่จะถึงนี้

นางมาริสา กล่าวว่า ส่วนแนวทางการรับมือกับปัญหาขาดแคลนแรงงานในช่วงไฮซีซันนี้ พบว่าธุรกิจโรงแรมส่วนใหญ่มีแนวโน้มจะจัดการกับปัญหาขาดแคลนแรงงานโดยการจ้างงานแรงงานแบบชั่วคราว (Casual) เพิ่มขึ้น ด้วยสัดส่วนผู้ตอบมากถึง 79% และเพิ่มทักษะและหน้าที่ของแรงงาน 73% นอกจากนี้โรงแรมบางส่วน 35% จะใช้เทคโนโลยีหรือระบบอัตโนมัติ (Automation) ทดแทนแรงงานมากขึ้น ขณะที่ 28% จะเพิ่มค่าจ้างและค่าโอที เพื่อดึงดูดแรงงาน และอีก 20% จะจ้างงานแบบประจำเพิ่มขึ้น

Advertisement

นางมาริสา กล่าวว่า แนวโน้มลูกค้านักท่องเที่ยวจีน เข้าพักในไตรมาส 3-4 ปีนี้ โรงแรมส่วนใหญ่ 61% ประเมินว่าในไตรมาส 3 ลูกค้าจีนจะกลับมาเข้าพักไม่เกิน 20% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันเมื่อปี 2562 ก่อนโควิด-19 ระบาด โดยส่วนใหญ่ยังเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มที่เดินทางด้วยตัวเอง (เอฟไอที) และในไตรมาส 4 คาดว่าลูกค้าจีนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ 69% ของผู้ตอบมองว่าสัดส่วนลูกค้าจีนที่กลับมายังน้อยกว่า 40% เมื่อเทียบกับก่อนเกิดโควิด-19 โดยภาพรวมสัดส่วนของนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น ขณะที่นักท่องเที่ยวไทยมีสัดส่วนน้อยลง สะท้อนจากโรงแรมที่มีสัดส่วนลูกค้าต่างชาติมากกว่า 50% คิดเป็น 60% ของผู้ตอบ โดยกลุ่มลูกค้าต่างชาติที่เข้าพักส่วนใหญ่เป็นลูกค้าเอเชียและตะวันออกกลาง