หน้าแรก เศรษฐกิจ จับชีพจรเศรษฐ...

จับชีพจรเศรษฐกิจ สหรัฐ-จีนอ่อนแรง  กระเพื่อมถึงไทย

11.08.23 | 05:40 น.

จับชีพจรเศรษฐกิจ สหรัฐ-จีนอ่อนแรง  กระเพื่อมถึงไทย

เมื่อประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหม่ อย่างสหรัฐอเมริกาและจีน เจอปัญหาหรือถูกประเมินในทิศทางที่แย่ลง ย่อมกระเพื่อมไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย

ล่าสุด มูดี้ส์ บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือปรับลดความน่าเชื่อถือของธนาคารสหรัฐขนาดเล็กและขนาดกลางถึง 10 แห่งในสหรัฐ ส่งผลต่อดัชนีหุ้นของธนาคารไม่แค่ในสหรัฐ แต่ลามถึงหุ้นของธนาคารในยุโรป ร่วงลงด้วย ซ้ำเติมประเด็นที่ยังมีอยู่ ทั้งทิศทางดอกเบี้ยยังสูง เพื่อสกัดเงินเฟ้อ ทิศทางราคาน้ำมัน และปรากฏการณ์เอลนิโญ ต่อการเพาะปลูก ราคาสินค้า และความเป็นอยู่

ขณะที่ตัวเลขทางเศรษฐกิจหลายตัวของจีน ส่งสัญญาณว่าจีนอาจเข้าภาวะเงินฝืด จากนี้จะเกิดอะไรอีก และส่งผลต่อประเทศไทย แง่ใดบ้าง

อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย และที่ปรึกษาการลงทุน ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) ระบุว่า จากประเด็นการลดอันดับความเชื่อถือดังกล่าวสะท้อนเศรษฐกิจโลก ภาพรวมตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐไม่ได้แย่ การเติบโตทางเศรษฐกิจไตรมาส 2/2566 อยู่ที่ 2.4% ออกมาดูดี สามารถหลีกเลี่ยงภาวะที่เรียกว่า Soft Landing ได้ คือเศรษฐกิจยังสามารถประคองตัวเองไปได้และไม่ได้มีปัญหาเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน วันที่ 10 สิงหาคม จะมีการรายงานตัวเลขเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐ มีมุมมองว่าตัวเลขเงินเฟ้อจะชะลอลงในระหว่างเดือนต่อเดือน และชะลอลงต่อเนื่อง ส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จบรอบการขึ้นดอกเบี้ยได้

Advertisement

สำหรับการลดเครดิตเรตติ้ง หรือความน่าเชื่อถือลงมาจากปัญหาของดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และช่วงเดือนมีนาคม 2566 เป็นต้นมามีปัญหาธนาคารในสหรัฐล้ม (Bank Run) ทำให้สถาบันการเงินต่างๆ ระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ โดยเฉพาะธนาคารในภูมิภาคค่อนข้างกังวลที่มีการฟื้นตัวเศรษฐกิจเพียงบางกลุ่มเท่านั้น จึงเห็นสัญญาณการระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อในสหรัฐ หรือใช้คำว่า (Credit Condition) หรือสถานภาพสินเชื่อโดยรวมเริ่มตึงตัว ซึ่งเป็นที่มาที่สถาบันการเงินเริ่มระมัดระวังจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ส่งผลให้อาจเห็นภาพสถาบันการเงินที่เป็นธนาคารพาณิชย์ที่มีความเสี่ยงบ้าง แต่ไม่ได้เป็นการกระจายความเสี่ยงที่ส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐดูแย่ลงทั้งหมด

ขณะเดียวกัน ตลาดได้รับรู้ข่าวด้านลบในช่วงก่อนหน้า โดยเฉพาะตลาดทุน และตลาดหุ้นสหรัฐ ปรับตัวย่อลง แต่ไม่ได้รุนแรงและเห็นการฟื้นตัวได้ สะท้อนว่า ตลาดไม่ได้มองภาพนี้ว่าจะเหมือนกับวิกฤตการเงิน เช่น ธนาคารล้มหรือธนาคารพาณิชย์จะมีปัญหาจนทำให้เกิดวิกฤตสภาพคล่องในสหรัฐ ซึ่งเรื่องนี้จะเป็นปัญหาเฉพาะจุดมากกว่า และไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐถดถอยในขั้นที่แย่

แต่สิ่งที่จะมองต่อในช่วงครึ่งหลังของปี 2566 จากการปล่อยสินเชื่อที่เริ่มตึงตัวมากขึ้น อาจจะเกิดภาวะหนี้เสีย หรือกำไรของธนาคารจะไม่โดดเด่นมากนัก แต่อาจเห็นภาพนี้ในบางธุรกิจมากกว่า และจะไม่ใช่การขยายวงในภาพรวมเศรษฐกิจ ซึ่งเศรษฐกิจสหรัฐจะขยายตัวได้แต่ในอัตราที่ชะลอลง

อย่างไรก็ตาม ถ้าเศรษฐกิจสหรัฐไม่ได้มีปัญหาก็ไม่เกิดการกระจายตัวในวงกว้าง สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทย โดยเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มชะลอตัวมาจากการเร่งขึ้นดอกเบี้ยในช่วงก่อนหน้า และการตึงตัวในการปล่อยสินเชื่อการที่สหรัฐจะแตะเบรกการขึ้นดอกเบี้ย ตลาดรับรู้ข่าวและนักวิเคราะห์เกิน 80% เชื่อว่าการประชุมในเดือนกันยายน เฟดไม่น่าจะขึ้นดอกเบี้ย ดังนั้น จากภาพดังกล่าว การที่เงินเหรียญสหรัฐจะอ่อนค่า เพราะการขึ้นดอกเบี้ยจะถึงจุดสูงสุดแล้ว ทำให้ความสนใจในเงินเหรียญสหรัฐจะลดลง อัตราตอบแทนพันธบัตรสหรัฐจะเริ่มปรับลดลง

จะส่งผลให้เงินไหลเข้าตลาดเกิดใหม่ ทำให้เงินสกุลในตลาดเกิดใหม่แข็งค่าขึ้นเทียบเงินเหรียญสหรัฐ เพียงแต่ช่วง 1-2 วันที่ผ่านมา เงินบาทกลับมาอ่อนค่าเทียบเงินเหรียญสหรัฐ และอ่อนค่าเทียบกับสกุลเงินในภูมิภาค เป็นเพราะปัจจัยในประเทศด้วย หรือจากความไม่แน่นอนทางการเมือง หรือแม้แต่เรื่องธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ส่งสัญญาณหยุดขึ้นดอกเบี้ย ส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนไหวในระยะสั้นแต่เชื่อว่าจะเป็นผลดีในระยะยาวจากการที่ธนาคารกลางจะจบรอบการขึ้นดอกเบี้ย

ในมุมมองดังกล่าวทำให้ประเทศไทยได้ประโยชน์มากกว่า เพราะในภาวะเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มชะลอช่วงครึ่งหลังของปีเป็นต้นไปแต่สิ่งที่ตลาดเกิดใหม่กังวลจริงๆ ไม่ใช่เศรษฐกิจสหรัฐ แต่เป็นเศรษฐกิจจีน เพราะเห็นสัญญาณการชะลอตัวค่อนข้างมาก จากเรื่องปัญหาภาคการผลิต และการส่งออกที่ดูแย่ ดังนั้น ในภูมิภาคสิ่งที่กระทบมากที่สุดคือการส่งออกที่จะแย่

แต่ประเทศไทยจะแตกต่างจากประเทศอื่น แม้การส่งออกในช่วงครึ่งหลังของปีจะไม่ดี จะเห็นการฟื้นตัวช่วงปลายปี 2566 หรือไตรมาส 3/2566 จะแผ่วๆ แต่สิ่งที่ได้ประโยชน์ของไทย คือการท่องเที่ยว

รายได้จากการท่องเที่ยวจะมีมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงไตรมาส 4/2566 นักท่องเที่ยวเข้าไทยมากขึ้น ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นบวกได้ชัดเจนขึ้น รวมถึงค่าเงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ

ทั้งนี้ ภาพรวมอาจต้องเตือนผู้ส่งออกเพราะเศรษฐกิจสหรัฐที่เริ่มแผ่ว หรือเศรษฐกิจจีนที่ฟื้นตัวช้า ทำให้มุมมองการส่งออกฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดการณ์ ซึ่งทั้งปี 2566 มองว่าการส่งออกจะติดลบ 2% จากมุมมองที่คาดว่าการส่งออกจากพลิกกลับมาฟื้นตัวในช่วงไตรมาส 4/2566 เทียบจากฐานที่ต่ำในปีที่ผ่านมา และการฟื้นตัวของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ชัดเจนขึ้นช่วงปลายปี แต่ถ้ามีเรื่องเศรษฐกิจจีนเข้ามาซ้ำจะต้องมาประเมินต่อว่าช่วงปลายปีที่จะกลับมาเป็นบวกได้จะเป็นไปตามที่คาดการณ์หรือไม่

อีกมุมมองจาก พรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ระบุว่า สำหรับกระทรวงการคลังนั้นได้ประเมินกรณีที่เศรษฐกิจจีนจะเกิดภาวะเงินฝืดในสมมุติฐานไปแล้ว ในการประมาณการเศรษฐกิจของ สศค.ล่าสุด เมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่ง สศค.จะประมาณการเป็นรายไตรมาส

ครั้งต่อไปคือ เดือนตุลาคม 2566 นี้ โดยรายงานข่าวจากกระทรวงการคลังระบุว่า เมื่อเดือนกรกฎาคม 2566 สศค.ได้คาดการณ์เศรษฐกิจ 15 ประเทศคู่ค้าหลัก ได้แก่ สหรัฐ จีน ญี่ปุ่น ยูโรโซน เวียดนาม มาเลเซีย ออสเตรเลีย อินเดีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ ไต้หวัน และสหราชอาณาจักร รวม 2.8% ต่อปี ซึ่งคาดการณ์จากเมื่อเดือนเมษายน 2566 อย่างไรก็ดี มีบางประเทศที่คาดการณ์ว่าขยายตัวน้อยลง อาทิ จีน ที่คาดว่าเติบโต 5.2% ซึ่งลดลงจากคาดการณ์เมื่อเดือนเมษายน ที่ 5.3% เวียดนามที่ 5.0% ลดลงจาก 6.0%

โดยเศรษฐกิจจีนในช่วงไตสมาสที่ 1-2 ปี 2566 ที่ผ่านมา ยังคงมีการขยายตัวได้ อาจจะเนื่องจากฐานต่ำในเชิงตัวเลข อย่างไรก็ดี ดัชนีจีนยังส่งสัญญาณอ่อนแอหลายตัว เช่น ภาคอุตสาหกรรม การส่งออก และการบริโภคภายในประเทศทั้งนี้ การดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกาและกลุ่มสหภาพยุโรป รวมถึงเศรษฐกิจจีนที่อ่อนแอกว่าที่คาด ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจคู่ค้าสำคัญของไทย จึงคาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐจะหดตัวที่ -0.8% (ช่วงคาดการณ์ที่ -1.3 ถึง -0.3%)

ขณะเดียวกันเรื่องภาคการท่องเที่ยวนั้น สศค.ยังคงประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวในปี 2566 ไว้ที่ 29.5 ล้านคนต่อปี เท่าเดิมกับที่ประมาณการไว้เดือนเมษายน อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์เศรษฐกิจโลก และด้านเศรษฐกิจจีนที่จะเข้าสู่ภาวะเงินฝืด อาจจะส่งผลต่อความต้องการใช้น้ำมันของจีนที่ลดลง ซึ่งจีนถือเป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่ของโลก

ดังนั้น อาจกลายเป็นปัจจัยกดดันสำคัญที่ทำให้อุปสงค์ของน้ำมันโลกลดลงกว่าที่คาด จนทำให้ราคาลดลง