หน้าแรก เศรษฐกิจ เงินบาทเปิดเช...

เงินบาทเปิดเช้านี้เปิดที่ระดับ 35.15 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง” หลังดอลล์พลิกแข็งค่า

11.08.23 | 09:31 น.

เงินบาทเปิดเช้านี้เปิดที่ระดับ 35.15 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง” หลังดอลล์พลิกแข็งค่า

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 35.15 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงจากระดับปิดวันก่อนหน้า ที่ระดับ 35.10 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 34.95-35.25 บาทต่อดอลลาร์

โดยในช่วงคืนก่อนหน้า ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวผันผวนหนัก (แกว่งตัวในช่วง 34.87-35.17 บาทต่อดอลลาร์) โดยมีจังหวะแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว ตามการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ หลังรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ ออกมาต่ำกว่าคาด อย่างไรก็ดี การแข็งค่าของเงินบาทก็อยู่ได้ไม่นาน หลังเงินดอลลาร์ พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น พร้อมกับการปรับตัวลงของราคาทองคำ

โดยจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่มองว่า อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในส่วนภาคการบริการ ที่ไม่รวมที่อยู่อาศัย (Core Services ex. Housing) ซึ่งเป็นข้อมูลที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จับตาใกล้ชิด ยังไม่ได้ชะลอลงมากนัก กอปรกับ เจ้าหน้าที่เฟดบางส่วนก็ยังคงมองว่าการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอาจมีความจำเป็น

สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาท ยังคงเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าต่อได้บ้าง หลังเงินดอลลาร์พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น จากความไม่มั่นใจของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด อย่างไรก็ดี การอ่อนค่าของเงินบาทอาจเป็นไปอย่างจำกัด หากตลาดไม่ได้อยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น จนหนุนให้เงินดอลลาร์ปรับตัวขึ้นไปมาก หรือ ราคาทองคำปรับตัวลดลงหนักอีก เนื่องจากเริ่มเห็นการทยอยขายเงินดอลลาร์ ของบรรดาผู้ส่งออกในจังหวะที่เงินบาทอ่อนค่าเหนือระดับ 35.00 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนผู้เล่นต่างชาติที่มีมุมมองเชิงบวกต่อเงินบาทในระยะกลาง-ระยะยาว ก็อาจรอจังหวะเงินบาทอ่อนค่าในการทยอยเพิ่มสถานะ Long THB

Advertisement

นอกจากนี้ สถานการณ์การเมืองไทย แม้จะยังมีความไม่แน่นอนอยู่บ้าง แต่การจัดตั้งรัฐบาลก็เริ่มมีความชัดเจนเพิ่มขึ้น ทำให้นักลงทุนต่างชาติอาจไม่ได้เร่งเทขายสินทรัพย์ไทยมากขึ้น และอาจยังไม่ปรับสถานะถือครองสินทรัพย์ไทย จนกว่าจะเห็นความชัดเจนของการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งล่าสุด นักลงทุนต่างชาติก็เริ่มกลับมาเป็นฝั่งซื้อหุ้นไทยสุทธิเช่นกัน

“ช่วงที่ตลาดการเงินยังมีความผันผวนสูงจากทั้งปัจจัยการเมืองไทยและบรรยากาศในตลาดการเงินที่อาจพลิกไปมาในช่วงนี้ ผู้ประกอบการควรใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย อาทิ Option เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน”นายพูน กล่าว

นายพูน กล่าวว่า สำหรับวันนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ผ่านรายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U of Michigan Consumer Sentiment) โดยตลาดอาจให้ความสนใจ ต่อ รายงานคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อระยะสั้นและระยะยาว ว่าจะมีทิศทางอย่างไร

นอกจากนี้ในฝั่งอังกฤษ ตลาดจะรอลุ้นรายงานอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 โดยตลาดมองว่า เศรษฐกิจอังกฤษอาจชะลอลงมากขึ้นในไตรมาสที่ 2 โดยเศรษฐกิจอาจไม่ขยายตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า จากที่ขยายตัวราว +0.1%q/q ในไตรมาสแรก กดดันโดยผลกระทบต่อเนื่องจากการประท้วงหยุดงานในช่วงต้นปี และ ผลกระทบจากการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ซึ่งนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังคงมองว่า หาก BOE เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง ก็อาจส่งผลให้เศรษฐกิจอังกฤษชะลอลงมากขึ้นและเสี่ยงเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ในช่วงปลายปีนี้หรือในช่วงต้นปีหน้า

“ส่วนในฝั่งไทย เรามองว่า ยังคงต้องจับตาสถานการณ์การเมืองต่อ เพื่อประเมินแนวโน้มการจัดตั้งรัฐบาลผสมว่าจะมีทิศทางเป็นอย่างไร โดยตลาดการเงินไทยอาจกลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้นได้ หากการจัดตั้งรัฐบาลผสมมีความชัดเจนมากขึ้น”นายพูนกล่าว