กรมศุลฯ ปิดฉากประมูลนาฬิกาปลอม ขอเป็นบทเรียนครั้งเดียวและครั้งสุดท้าย พร้อมแก้กฎหมายให้รัดกุมยิ่งขึ้น แนะผู้ประมูลพาผู้เชี่ยวชาญมาตรวจรับด้วยทุกครั้ง
เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยความคืบหน้าการตรวจสอบการประมูลนาฬิกาปลอม 14 เรือน ว่า ขณะนี้กรมศุลฯได้ตรวจสอบเสร็จแล้ว โดยจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ กรมศุลฯได้ส่งอัยการเพื่อฟ้องร้องคดีทางแพ่ง ต่อบริษัทตัวแทนสิทธิที่ได้เข้าตรวจสอบของกลาง เนื่องจากมีการปฏิบัติบกพร่องจนทำให้กรมเสียชื่อเสียง
นายพชรกล่าวว่า ส่วนการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องพบว่าทุกคนมีการปฏิบัติหน้าที่ตามขั้นตอนอย่างถูกต้อง ซึ่งข้อผิดพลาดในการประมูล เกิดขึ้นมาจากบริษัทตัวแทนสิทธิ ที่ช่วงแรกมีการตรวจสอบนาฬิกาแล้วระบุว่าเป็นของจริง แต่ต่อมาพอได้ข้อมูลเพิ่มเติมเป็นของปลอมกลับไม่มีหนังสือชี้แจงกลับมายังกรม ทำให้กรมนำนาฬิกามาประมูลในที่สุด ขณะที่นาฬิกาปลอมทั้งหมด 14 เรือน จะมีส่งให้ทำลายของกลางต่อไป
นายพชรกล่าวว่า นอกจากนี้ ทางตัวแทนสิทธิในไทยที่มีการตรวจผิดพลาด ยังได้ทำหนังสือแสดงความเสียใจมายังกรมศุลฯ และจะระวังไม่ให้เกิดขึ้นอีก เช่นเดียวกับบริษัทสำนักงานใหญ่ที่ฮ่องกงก็ทำหนังสือขอโทษแต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกัน กรมยังได้ทำหนังสือถึงอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อหารือมาตรการบังคับตามกฎหมายต่อไปด้วย
“วันนี้ผมตั้งใจมาแถลงปิดประเด็นประมูลนาฬิกาปลอม ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นครั้งแรก และจะเป็นครั้งสุดท้ายของกรม ซึ่งบทเรียนราคาแพง ที่จะต้องไม่เกิดขึ้นอีก” นายพชรกล่าว

นายพชรกล่าวว่า เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต กรมศุลกากรได้ปรับปรุงแก้ไขระเบียบในการปฏิบัติงานของกรมศุลกากรที่เกี่ยวข้องกับการรับ การเก็บรักษา และการจำหน่ายของกลางประเภททรัพย์สินทางปัญญาที่มีมูลค่าสูง ตามคำสั่งทั่วไปกรมศุลกากร ที่ 21/2566 เพื่อให้มีความรัดกุมมากยิ่งขึ้น โดยในขั้นตอนการส่ง-รับของกลาง ให้เพิ่มเติม โดยให้มีการระบุเครื่องหมายกำกับ หรือซีเรียล นัมเบอร์ของนั้นๆ อย่างครบถ้วน
นายพชรกล่าวว่า สำหรับขั้นตอนการตรวจสอบของกลางจะมีการกำหนดขั้นตอนไว้ชัดเจน จากเดิมกำหนดให้เจ้าหน้าที่ผู้นำส่งของกลางหรือผู้จับกุมจะต้องแจ้งให้เจ้าของสิทธิหรือตัวแทนมาตรวจสอบและรับรองว่าเป็นของที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาก่อน และเมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว ให้นำส่งและรับของกลางต่อไป แต่ระเบียบใหม่มีการแก้ไขเพิ่มเติม ได้กำหนดให้เจ้าหน้าที่ผู้นำส่งของกลางตรวจสอบว่าของดังกล่าวเป็นของที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาหรือไม่ โดยแจ้งให้เจ้าของสิทธิหรือตัวแทนทำการตรวจสอบและรับรองให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันที่จับกุม

นายพชรกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม หากเจ้าของสิทธิหรือตัวแทนไม่สามารถรับรองได้ภายในระยะเวลาดังกล่าว ให้ผู้นำส่งของกลางจัดให้มีผู้เชี่ยวชาญซึ่งไม่มีส่วนได้เสียมาตรวจสอบและรับรองภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งผลจากเจ้าของสิทธิหรือตัวแทนหรือเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลา 45 วัน ในขั้นตอนการตรวจสอบของเจ้าของสิทธิหรือตัวแทนให้ถือว่าของกลางดังกล่าวเป็นของปลอม
นายพชรกล่าวว่า สำหรับขั้นตอนในการขายทอดตลาด ให้เพิ่มเติม ในกรณีของกลางที่มีมูลค่าต่อหน่วยสูง เช่น นาฬิกา กระเป๋า เครื่องเพชร หรือทองรูปพรรณ หากจะทำการขายทอดตลาด จะต้องมีเอกสารแสดงผลการตรวจสอบจากเจ้าของสิทธิหรือตัวแทน ผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ที่น่าเชื่อถือประกอบการพิจารณาก่อนจำหน่ายทุกครั้ง อีกทั้ง กรณีผู้ที่เข้าร่วมประมูลของกลางที่มีมูลค่าค่อนข้างสูง ก็ได้กำหนดให้ควรมีผู้ที่เชี่ยวชาญหรือผู้ที่น่าเชื่อถือในการตรวจรับมอบก่อนทุกครั้ง
“สำหรับผู้ที่เข้ามาซื้อสินค้ากับกรมนั้น ท่านจะต้องตรวจสอบให้รอบคอบ เราไม่สามารถรับประกันได้ ซึ่งเราก็เขียนไว้ในประกาศไว้ชัดเจนอยู่แล้วว่า ผู้เข้าประมูลจะต้องตรวจสอบสินค้าที่กรมนำมาขายตลาดเอง หากกรมอนุมัติขายแล้ว จะถือว่าผู้ชนะการประมูลมีความพอใจและยอมรับในของกลางนั้นๆ แล้ว โดยไม่มีการโต้แย้งใดๆ ในภายหลัง” นายพชรกล่าว


