การเมืองวุ่นๆ กดความเชื่อมั่น ก.ค.ต่ำรอบ 14 ด. ชี้ดิจิทัลวอลเล็ตหมื่นบาทใช้เต็มแม็กซ์ ดันจีดีพี 3%
นายวชิร คูณทวีเทพ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายยุทธศาสตร์และผู้อำนวยการสถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภค (ภาคประชาชน) และความเชื่อมั่นหอการค้าไทย (ภาคธุรกิจ) ของเดือนกรกฎาคม 2566 พบว่า ในเดือนกรกฎาคม มีปัจจัยลบค่อนข้างมาก ตั้งแต่ ความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนในการจัดตั้งรัฐบาลและเสถียรภาพทางการเมืองหลังการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาล อาจส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันและในอนาคต ส่งผลให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทุกรายการปรับตัวลดลง อีกทั้งยังกังวลเกี่ยวกับค่าครองชีพที่ยังทรงตัวสูง โดยเฉพาะค่าไฟฟ้า ค่าพลังงาน การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย รวมถึงความกังวลสถานการณ์เศรษฐกิจโลกชะลอตัว กระทบต่อภาคส่งออกและรายได้ในอนาคต รวมถึงงบประมาณใหม่ปี 2567 อาจล่าช้า ซึ่งส่งผลต่อการลงทุนภาครัฐ จะมีผลกระทบในเชิงลบต่อกำลังซื้อของประชาชนในทุกภูมิภาค ขณะที่ปัจจัยบวก ยังเป็นการเข้ามาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ธุรกิจบางส่วนที่ฟื้นตัวเริ่มลงทุน ราคาดีเซลทรงตัว ราคาพืชผลบางรายการเช่นข้าวดีขึ้น และเงินบาทอ่อนค่าลง
นายวชิรกล่าวว่า จากปัจจัยดังกล่าว ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทุกรายการเดือนกรกฎาคม ปรับลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 14-15 เดือน ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2565 โดยดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคของผู้บริโภคโดยรวม (CCI) ลดลงจากระดับ 56.7 เดือนมิถุนายน เป็น 55.6 ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในปัจจุบัน ลดลงจาก 41.6 เป็น 40.7 และดัชนีความเชื่อมั่นในอนาคต ลดลงจากระดับ 63.9 เป็น 62.8 รวมถึงดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวม และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ระดับ 50.3, 52.7 และ 63.9 ตามลำดับ ลดลงจาก 51.2, 53.7 และ 65.1 ตามลำดับ
นายวชิรกล่าวต่อว่า เช่นเดียวกับ ค่าความเชื่อมั่นหอการค้าไทย (ภาคธุรกิจ) เดือนกรกฎาคม ขยับขึ้นเล็กน้อย 0.3-0.4 จุด เป็นอัตราลดลงจากเดือนมิถุนายนที่ขยับขึ้นเกิน 1 จุด สะท้อนความกังวลในปัจจัยต่างๆ เช่นเดียวกับภาคประชาชน โดยความเชื่อมั่นหอการค้าไทยโดยรวม ความเชื่อมั่นหอการค้าไทยในปัจจุบัน ความเชื่อมั่นหอการค้าไทยในอนาคต จาก 54 56.5 55.2 เป็น 54.2 56.9 55.6 ตามลำดับ นักธุรกิจจึงมีข้อเรียกร้องให้เร่งในเรื่อง 1.ความชัดเจนของสถานการณ์ทางการเมืองในการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ และความพร้อมในการดำเนินนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศผ่านกลไลการทำงานของภาครัฐ 2.สนับสนุนการดำเนินมาตรการปรับโครงสร้างหนี้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมาตรการเฉพาะจุดและแนวทางแก้ปัญหาหนี้ โดยเฉพาะมาตรการการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม 3.การดูแลต้นทุนภาคการผลิตที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจ ที่ปรับสูงขึ้นมาอย่างต่อเนื่องจนเสียโอกาสทางการค้า 4.การดูแลและจัดสรรทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพในภาวะที่สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้ภาคเกษตรและประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ กล่าวว่า ความเชื่อมั่นประชาชนและนักธุรกิจในเดือนกรกฎาคมนั้น ยังอยู่ในช่วงการเมืองยังไม่ชัดเจน จึงกดดันความเชื่อมั่นให้กลับมาหดตัว โดยเฉพาะความเห็นต่อภาวะการเมืองเดือนกรกฎาคม หดตัวลงถึง 5 จุด และดัชนีการเมืองในอนาคต หดตัว 4 จุด ถือว่าปรับลงเร็วและแรงที่ไม่ได้เกิดได้บ่อยนัก จึงเป็นปัจจัยแรกที่มีผลต่อความเชื่อมั่นลดต่ำลง แต่ขณะนี้มีความชัดเจนในระดับหนึ่งต่อการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 และพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งหากโหวตนายกรัฐมนตรีคนใหม่ผ่านได้ในเดือนสิงหาคมนี้ เข้าโหมดจัดตั้งรัฐบาลและคณะรัฐมนตรี ภายในกันยายน จากนั้นก็เปิดสภาแถลงนโยบายและเร่งอนุมัติงบประมาณให้เม็ดเงินออกมาได้ในเดือนมีนาคม-เมษายน และเคาะมาตรการเร่งด่วนขับเคลื่อนเศรษฐกิจตั้งแต่ปลายไตรมาส 3 ปีนี้ ความเชื่อมั่นก็จะกลับมาเป็นขาขึ้นอีกครั้ง และส่งผลจีดีพีไทยขยายตัว 3.0-3.5%
“การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี และพรรคการเมืองจับมือจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากได้ ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงอะไร จะสะท้อนไปที่ความเชื่อมั่นประชาชนและเอกชน ในเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่งจะเป็นจุดชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยจากนี้จะเป็นอย่างไร เพราะเมื่อดูถึงปัจจัยอื่นๆ เริ่มมีมุมมองต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ จากการซื้อบ้าน ซื้อรถ ลงทุน และท่องเที่ยว ดีขึ้น แต่ยังไม่โดดเด่นเพราะรอเรื่องการเมืองที่ยังไม่ชัดเจน เป็นปัจจัยอันดับแรก” นายธนวรรธน์กล่าว
นายธนวรรธน์กล่าวถึงนโยบายเงินดิจิทัล 10,000 บาทของพรรคเพื่อไทยว่า หากแจกตั้งแต่อายุ 16 ปีขึ้นไป ก็น่าจะใช้งบประมาณ 5 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นวงเงินที่สูง แต่ยังต้องดูเงื่อนไขการใช้นโยบาย ทั้งใช้ครั้งเดียว หรือแยกเป็นเฟสและเจาะกลุ่มเป้าหมาย หากเป็นกลุ่มรายได้น้อยก็จะใช้เพื่อของใช้ประจำวันและใช้จ่ายหมดโดยเร็ว หากระดับมีรายได้ก็อาจล่าช้า รวมถึงระยะเวลาใช้นโยบาย
“นโยบายนี้เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น ไม่ได้ส่งผลตรงต่อการสร้างลงทุนหรืออาชีพ ซึ่งหากเน้นไปกลุ่มตรงจุดแท้จริง แม้ไม่ได้ใช้เงินเต็ม 5 แสนล้านบาท ก็จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มาก และใช้งบอย่างมีประโยชน์สูงสุด ซึ่งทุก 1 แสนล้านบาท จะช่วยดันจีดีพีโตอีก 0.5-0.7% ต่อปี หากใช้ทั้ง 5 แสนล้านบาท จะดันจีดีพีโตอีก 3% เลย” นายธนวรรธน์กล่าว

