สิงห์ เอสเตท โชว์รายได้ครึ่งปีแรก 6,843 ล้าน เดินหน้าเปิดขายที่พักอาศัยหรูอีก 1 หมื่นล้าน
นางฐิติมา รุ่งขวัญศิริโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ ‘S’ เปิดเผยว่า รายได้การขายและการบริการครึ่งปีแรก 2566 รวม 6,843 ล้านบาท และรายงานกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และรายการที่ไม่ได้เกิดขึ้นประจำจากการดำเนินงานปกติ (Adjusted EBITDA) ที่ 1,493 ล้านบาท เพิ่ม 33% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ถือเป็นตัวพิสูจน์การฟื้นตัวของอุตสาหกรรม และผลสำเร็จจากการปรับตัวทางธุรกิจที่สิงห์ เอสเตท ทำมาตลอด สำหรับครึ่งปีหลังจนถึงปี 2567 จะเห็นการรับรู้ประกอบด้วย 1.การพัฒนาโครงการที่พักอาศัย 5 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 10,000 ล้านบาท 2.การปรับปรุงโรงแรม (Major Renovation) ของโรงแรมที่เป็นสินทรัพย์ศักยภาพของพอร์ตโฟลิโอของ SHR ได้แก่ โรงแรม Outrigger Fiji Beach Resort, โรงแรม ทราย ลากูน่า ภูเก็ต, โรงแรม ทราย พีพี ไอซ์แลนด์ วินเลจ และโรงแรมบางส่วนในสหราชอาณาจักรตามกลยุทธ์ Asset Rotation เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างผลกำไรที่มีประสิทธิภาพ 3.การปรับกลยุทธ์การหาผู้เช่าในกลุ่มธุรกิจอาคารสำนักงาน และ 4.การควบคุมแผนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าและพัฒนาที่ดินนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ “เอส อ่างทอง” เพื่อให้แผนการขายเป็นไปตามโรดแมปที่บริษัทวางไว้รองรับดีมานด์ Eco Factory & Green industry สำหรับเทรนการลงทุนในอนาคต
ในปี 2566 ถือเป็นปีแห่งการเติมพอร์ตที่อยู่อาศัยด้วยแผนเปิดตัวโครงการแนวราบที่ทุบสถิติ All-Time High พร้อมเข้าลงทุนในโครงการแนวสูงเพื่อตอบสนองเชิงรุกต่อตลาด (Speed to market) โดย สิงห์ เอสเตท ประเดิมช่วงครึ่งปีแรก ด้วยการเปิดตัวโครงการ Cluster Home ที่นำเสนอความเป็นส่วนตัวสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ในรูปแบบ Private Estate ซึ่งจะเป็นบ้านที่ดีไซน์ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษตามกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน ให้เหมาะสำหรับไลฟ์ไตล์ที่โดดเด่นอย่างแตกต่าง จำนวน 2 โครงการ คือ Flagship อย่างลาซัวว์ เดอ เอส ที่มีราคาขายกว่า 550 ล้านบาท และล่าสุด SMYTH’S Ramintra ซึ่งเปิดขายที่ราคาเริ่มต้น 120 ล้านบาท และจะทยอยเปิดตัวโครงการแนวราบอีกจำนวน 3 โครงการ ในระหว่างครึ่งปีหลังปีนี้
ซึ่งโครงการทั้งหมดจะพร้อมรับรู้รายได้จากการโอนทันที เพื่อบรรลุเป้าหมายรายได้โครงการที่พักอาศัยในปีนี้ที่กว่า 4,500 ล้านบาท หรือเติบโตขึ้นกว่า 80% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และสร้างฐานใหม่ให้กับรายได้ในปี 2567 ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ สิงห์ เอสเตท ยังเล็งเห็นถึงสัญญาณบวกจากการฟื้นตัวของตลาดคอนโดในกลุ่มรายได้ระดับปานกลางขึ้นไป จึงได้ร่วมทุนกับพันธมิตรทางธุรกิจในการพัฒนาคอนโดในเซ็กเมนต์ที่นอกเหนือไปจากแบรนด์ที่พัฒนาโดยสิงห์ เอสเตท เอง ซึ่งจะเป็นแหล่งรายได้สำคัญในอนาคตของบริษัท โดยวางแผนจะเปิดขายในปี 2567 เป็นต้นไป
เช่นเดียวกับธุรกิจโรงแรม บริษัทวางเป้าหมายรายได้เติบโตสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทะลุ 10,000 ล้านบาท โดยแนวโน้มผลการดำเนินงานในช่วงที่เหลือของปี คาดว่าจะเติบโตจากอุปสงค์การเดินทางที่จะฟื้นตัวอีกครั้ง และการขยายตัวของธุรกิจการบินที่มีสัญญาณการเปิดเส้นทางบินใหม่ในครึ่งปีหลัง เสริมทัพด้วยกลยุทธ์ในการบริหาร RevPAR ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ร่วมกับการพัฒนาและปรับปรุงห้องพักเพื่อตอบสนองกระแสนิยมในการท่องเที่ยว จะเป็นปัจจัยที่หนุนขีดความสามารถในการผลักดัน ADR ให้เติบโต โดยเราเชื่อมั่นว่า โรงแรมในพอร์ตโฟลิโอสำคัญของเราจะสามารถทำ ADR ในระดับที่สูงที่สุดได้ เมื่อเข้าสู่ช่วง high season ของแต่ละประเทศนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็น สหราชอาณาจักร หรือสาธารณรัฐมัลดีฟส์ ซึ่งคิดเป็น 70% ของรายได้รวมของธุรกิจโรงแรม นอกจากนั้น โรงแรมในกลุ่ม Outrigger ที่จะได้อานิสงส์จากการปรับปรุงตามแผนของโรงแรม Outrigger Fiji Beach Resort ที่เสร็จสมบูรณ์ ซึ่งจะผลักดันให้ ADR ของพอร์ตโฟลิโอนี้เติบโตขึ้นประมาณ 20% เมื่อเทียบกับช่วงครึ่งปีแรก
“มั่นใจที่จะขับเคลื่อนรายได้ตามเป้าหมายที่เราวางไว้ทั้งปี กว่า 16,000 ล้านบาท พร้อมวางรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับต่อยอดการเติบโตให้กับผลการดำเนินงานในปีถัดๆ ไป นอกจากนี้ เราประสบความสำเร็จในการขายหุ้นกู้ ซึ่งได้รับการตอบรับจากผู้ลงทุนอย่างล้นหลาม ด้วยมูลค่าเสนอขายทั้งสิ้น 1,700 ล้านบาท สำหรับรองรับการขยายธุรกิจเพื่อเดินหน้าสู่ความเป็นเลิศของผลประกอบการ ด้วยพันธสัญญาในการสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้น และสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม” นางฐิติมากล่าว

