ดีป้า- เอ็น.ซี.ซี. โชว์สมาร์ทซิตี้ 36 แห่งทั่วประเทศ และพัฒนาเมืองกลุ่มCLMV
นายภาสกร ประถมบุตร รองผู้อำนวยการ กลุ่มงานโครงการพิเศษและศูนย์พัฒนาดิจิทัลและนวัตกรรม สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) ภายใต้สังกัด กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เปิดเผยว่า เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล ให้เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และความมั่นคงของประเทศ สนับสนุนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะในประเทศไทยเป็นหนึ่งในมาตรการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ตามแนวทางยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งปัจจุบัน ประเทศไทยมีเมืองได้รับความเห็นชอบแผนพัฒนาเมืองอัจฉริยะเพิ่มเติมจากที่ประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนและบริหารโครงการเมืองอัจฉริยะ เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคมที่ผ่านมา และประกาศเป็นเมืองอัจฉริยะแล้ว 36 พื้นที่ใน 25 จังหวัด
ดังนั้น เพื่อขับเคลื่อนตามแผน ได้ร่วมกับ เอ็น.ซี.ซี. จัดงาน “Thailand Smart City Expo 2023” ผ่านการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ มุ่งเน้นให้คน เป็นศูนย์กลาง เพื่อให้เกิดแผนการพัฒนาเมือง รวมถึงโครงการตอบสนองบริบทของพื้นที่ และความต้องการของประชาชนให้กับผู้บริหารเมือง ทั้งระดับประเทศ จังหวัด และชุมชน ซึ่งดีป้า ร่วมกับ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA) จัดเวิร์กช้อป รส่งเสริมผลงานด้านการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ รวมถึงการมอบเกียรติบัตรให้แก่เขตส่งเสริมเมืองอัจฉริยะของดีป้า
นายสุรพล อุทินทุ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็น.ซี.ซี. แมนเนจเม้นท์ แอนด์ ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบัน การพัฒนาเมืองให้เป็นเมืองอัจฉริยะ ( Smart City) เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของทั่วโลก ในการใช้เป็นเครื่องมือยกระดับคุณภาพชีวิต และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน
“นโยบายด้าน Smart City ในไทย ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องและเห็นเป็นรูปธรรมแล้วในหลายพื้นที่แล้ว อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในนโยบายของทุกพรรคการเมือง เมื่อจัดตั้งรัฐบาลได้แล้ว คาดว่าพรรคการเมืองที่จะเข้ามาบริหารประเทศจะเร่งดำเนินนโยบาย Smart City อย่างเต็มรูปแบบด้วย” นายสุรพล กล่าว

นายสุรพล กล่าวต่อว่า หัวใจการพัฒนา Smart City คือ การพัฒนาเมืองหรือท้องถิ่น เพื่อให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่สะดวกสบาย ปลอดภัย และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ด้วยเครื่องมือในการจัดเก็บฐานข้อมูล ซึ่งจะนำมาบริการจัดการ ตามแต่ละบริบท ภูมิศาสตร์ และรูปแบบความเป็นอยู่ของประชาชนในท้องถิ่นหรือเมืองนั้นๆ ด้วยเทคโนโลยี-นวัตกรรม มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วและหลากหลาย เพื่อรองรับความต้องการทุกในทุกด้าน ทั้งนี้ภาคเอกชนได้มีการนำเทคโนโลยีด้าน Smart City มาใช้เป็นมาตรฐานในการพัฒนาโครงการต่างๆ เพื่อให้การบริหารจัดการด้านต่าง ๆ มีประสิทธิภาพไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการต้นทุน การบริหารจัดการด้านพลังงาน ด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงยังเป็นการสร้างแบรนด์ทางการตลาด
โดยบริษัท เอ็น.ซี.ซี. แมนเนจเม้นท์ แอนด์ ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด ในฐานะผู้บริหารศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ใช้เทคโนโลยีในการบริหารจัดการศูนย์การประชุมและศูนย์แสดงสินค้าแห่งนี้ ให้มุ่งสู่การเป็น Smart Venue ระดับโลกอย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งในแง่ Smart Energy และ Smart Living โดยนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีต่าง ๆ มาใช้ อาทิ ติดตั้งกล้อง CCTV ที่มีระบบ AI เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย ติดตั้งระบบ Building Management System (BMS) ที่เชื่อมต่อกับสิ่งอำนวยความสะดวก ต่างๆ ภายในศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ สำหรับควบคุมการใช้แสงสว่าง ปริมาณการใช้ไฟฟ้า หรือน้ำจากส่วนกลาง เพื่อช่วยประหยัดพลังงาน และตอบโจทย์ Sustainability รวมถึงการใช้ระบบชำระเงินแบบไร้เงินสด ในร้านค้าภายในศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อตอบโจทย์ Smart Retail เป็นต้น และยังมีเทคโนโลยีอีกมากมายที่เราได้นำมาใช้
งาน “Thailand Smart City Expo” จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ช่วงวันที่ 22-24 พฤศจิกายน 2566 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยรวบรวมสินค้า นวัตกรรม องค์ความรู้ เกี่ยวกับเทคโนโลยีการพัฒนาและยกระดับเมือง ของไทย และกลุ่มประเทศ CLMV ในงานแบ่ง 7 หมวดหมู่เทคโนโลยี ได้แก่ Smart Telecom, Smart Energy, Smart Living, Smart Industry & Retail, Smart Mobility, Smart Environment และ Smart Healthcare รวมกว่า 300 บริษัท รวมถึงพาวิลเลียนจากต่างประเทศ ไฮไลท์ปีนี้ คือ จัดเสวนาระดับนานาชาติ เรื่องทิศทางการพัฒนาเมืองของกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง และเมือง Smart City ต้นแบบจากญี่ปุ่น รวมถึงการประชุม การเสวนาขยายผลจากนโยบายด้านต่าง ๆของรัฐบาล ที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่ในเร็วๆนี้

