นายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย และที่ปรึกษาการลงทุน ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) เปิดเผยว่า การกระตุ้นการใช้จ่ายด้วยนโยบายแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 1 หมื่นบาท ในรัศมี 4 กิโลเมตร ในแง่เศรษฐกิจที่ผ่านมา มีการฟื้นตัวในระดับบน และกลาง แต่เงินยังไม่ถูกหมุนเวียนลงไปสู่ ระดับล่าง นี่คือจุดอ่อนของเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมา เพราะการตื่นตัวมาจากภาคการท่องเที่ยวที่กระจุกตัว การส่งออกเริ่มแผ่ว กำลังซื้ออ่อนแอ ขณะที่ระยะต่อไปจะเจอปัญหาภัยแล้ง เพราะฉะนั้น รัฐบาลต้องหามาตรการที่นำเงินเข้าไปช่วยเหลือกลุ่มคนระดับล่างให้ได้มากที่สุด และกระจายสู่ในพื้นที่มากที่สุด
“เข้าใจว่ามาตรการนี้มีความต้องการให้เงินถูกกระจายในระบบเศรษฐกิจระดับล่างด้วย ซึ่งต้องมาดูว่านโยบายนี้จะทำให้เกิดเงินหมุนเวียนได้หรือไม่ หรือสุดท้ายจะต่อท่อไปสู่ธุรกิจขนาดใหญ่อย่างเช่นมาตรการที่ผ่านมา อาจต้องติดตามดูว่าเงินทุนหมุนเวียนในธุรกิจรายย่อย (เอสเอ็มอี) ทั่วไปได้ใช้จ่ายในจุดนี้ได้หรือไม่”นายอมรเทพ กล่าว
นายอมรเทพ กล่าวต่อว่า ข้อดีการทำนโยบายนี้ ในเรื่องนวัตกรรมที่ใช้ อาจทำให้เกิดการจ้างงานมากขึ้น คาดว่านโยบายนี้อาจจะไม่ได้จบแค่ที่เงินดิจิทัล หรือเงินที่ใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่จะถูกพัฒนาเป็นสกุลเงินและเป็นนวัตกรรมที่ใช้ในอนาคต ดังนั้น บุคคลที่ยังขาดทักษะ หรือความรู้ในเรื่องนี้ ถ้าเห็นเงินก้อนที่จะได้รับ 1 หมื่นบาท ก็อาจจะเริ่มเรียนรู้เป็นแรงจูงใจให้เข้ามาสู่ระบบดิจิทัลมากขึ้น และเป็นการพัฒนาทักษะทั้งผู้ประกอบการและแรงงาน เพื่อให้เกิดการต่อยอดที่มากขึ้นในอนาคต
ซึ่งถ้านโยบายยังเหมือนเดิมจะต้องมาดูในรายละเอียดว่าคำว่าดิจิทัลนั้นเป็นเงินลักษณะใด จะเหมือนกับเงินที่นำไปใส่ในวอลเล็ต แล้วแปรเป็นเงินสด เพื่อซื้อสินค้าได้ หรือจะแยกออกมาเป็นการพัฒนาเงินสกุลดิจิทัล โดยลักษณะนี้สอดคล้องกับแนวทางที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำลังพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลในอนาคต ผ่านโครงการ Central Bank Digital Currency (CBDC) คือเงินสกุลดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลางของแต่ละประเทศ
“หากรัฐบาลใหม่จะดำเนินการนโยบายนี้ แล้วสามารถต่อยอดได้ และการใช้จ่ายดังกล่าว สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาได้ชัดเจน โดยระบบจัดทำเพื่อป้องกันการฟอกเงิน และป้องกันให้เกิดธุรกิจสีเทา แต่ยังไม่แน่ชัดว่าพรรคเพื่อไทย จะดำเนินการรูปแบบนี้หรือไม่”นายอมรเทพ กล่าว
นายอมรเทพ กล่าวด้วยว่า ขณะเดียวกัน ข้อเสียที่เกิดจากนโยบายนี้ 1.จากการเริ่มต้นทำนโยบาย เงินที่นำมาใช้มาอย่างไร และจะนำไปสู่ภาระทางการคลังในอนาคตหรือไม่ เพราะเรื่องงบประมาณ 2567 ขณะนี้ยังไม่มีการจัดทำ จึงเป็นคำถามว่าจะทำอย่างไร 2.ต้องติดตามว่าหลังจากทำนโยบายนี้หมดไปจะทำให้ประชาชนมีปัญหาต่อหรือไม่ และคงทำได้เพียงกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ส่งผลให้เศรษฐกิจระยะถัดไปกลับมาแผ่วลง เพราะนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจากการทำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นที่รัฐบาลรักษาการได้ดำเนินการไว้
และ 3.เรื่องเงินเฟ้อ เป็นเรื่องที่ ธปท.แสดงความกังวล เพราะมาตรการการใช้จ่ายช่วงที่เศรษฐกิจกำลังฟื้น หลายๆ ประเทศจะไม่ใช้เครื่องมือนี้กระตุ้นเศรษฐกิจ อีกทั้งเศรษฐกิจไทยขณะนี้ฟื้นเทียบก่อนโควิด และเงินเฟ้อเคยอยู่ในระดับสูง แม้จะทยอยลดลงแล้ว แต่ราคาสินค้าสูงขึ้นตาม และไม่ได้ลดลงตาใเงินเฟ้อ จึงเป็นเรื่องน่ากังวลหากเงินเฟ้อจะกลับมาสูงขึ้น และถ้านโยบายมาพร้อมกับนโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เงินเฟ้อปะทุขึ้นอีกรอบ
“จากการอัดยาแรงให้กระตุ้นเศรษฐกิจ เมื่อหมดยาปุ๊บเศรษฐกิจกลับมาทรุด ต้องมาติดตามว่ามีแรงส่งให้เศรษฐกิจถูกกระตุ้นต่อเนื่องได้แค่ไหน”นายอมรเทพ กล่าว

