คิดเห็นแชร์ : เหตุผลที่ดัชนี SET index จะยังฟื้นได้ไม่ไกลมากนัก

คิดเห็นแชร์ : เหตุผลที่ดัชนี SET index จะยังฟื้นได้ไม่ไกลมากนัก

บทความ “คิด เห็น แชร์” นี้ จะกล่าวถึงประเด็นเรื่องการลงทุนในตลาดหุ้นไทย หลังจากที่บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (บจ.) รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/66 (2Q66) ครบถ้วนแล้ว และกำไรรวมของ บจ. ในช่วงครึ่งแรกของปี 2566 (1H66) ลดลงถึง -16% YoY และมีความเสี่ยงมากที่กำไรต่อหุ้น (EPS) ของดัชนี SET index จะลดลงเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นประเด็นที่ผมจะอธิบายเหตุผลว่า ทำไมผมถึงประเมินว่าดัชนี SET index จะฟื้นตัวได้ไม่ไกลนัก แม้ประเทศไทยกำลังจะได้รัฐบาลใหม่ที่จะมาขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจเร็วๆ นี้ ก็ตาม

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจัดกลุ่ม บจ. ไว้ 8 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก โดยมีเพียง 3 กลุ่มอุตสาหกรรมที่กำไรใน 2Q66 เติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ได้แก่ กลุ่ม สถาบันการเงิน (กำไรโตจากกลุ่มธนาคารพาณิชย์) กลุ่มบริการ (กำไรโตจากกลุ่มท่องเที่ยว) และกลุ่มเทคโนโลยี (กำไรโตจากกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์) ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆ อีก 5 กลุ่มกำไรรวมลดลงมาก และฉุดให้กำไรรวมทุก บจ. ใน 2Q66 ปรับลดลงถึง -36% YoY และกำไรรวมทุก บจ. งวด 1H66 ปรับลดลง -16% YoY จึงไม่แปลกใจเลยที่นักวิเคราะห์ได้ทำการปรับลดประมาณ EPS ของดัชนี SET index ลงมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 2566 จากที่เคยคาดการณ์ไว้สูงถึง 106.4 บาท/หุ้น เหลือเพียง 89.6 บาท/หุ้น หรือปรับลดคาดการณ์ลงราว -16% ซึ่งหากพิจารณาเทียบกับ EPS ของดัชนี SET index ปี 2565 ที่ผ่านมาที่ราว 92 บาท/หุ้น เท่ากับว่า EPS ของดัชนี SET index ปีนี้ถูกคาดการณ์ว่าจะลดลง -3% YoY ซึ่งหากพิจารณาจากกำไรรวมของ บจ. ช่วง 1H66 ที่ลดลงมากถึง 16% YoY มีโอกาสสูงที่ EPS ของดัชนี SET index ปีนี้จะลดต่ำลงกว่าที่คาดการณ์ไว้ได้อีก

ผมประเมินว่าใน 2H66 กำไรของกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีโอกาสจะฟื้นตัวได้ก็คือ กลุ่มพลังงาน (ฟื้นตามแนวโน้มราคาน้ำมันและค่าการกลั่น) กลุ่มบริการ (โดยเฉพาะกลุ่มค้าปลีก ที่ลุ้นความเชื่อมั่นผู้บริโภคฟื้นได้ หลังได้รัฐบาลใหม่เร็วๆ นี้) กลุ่มอสังหาฯ (เช่นเดียวกับกลุ่ม ค้าปลีก คือลุ้นการฟื้นตัวของความเชื่อมั่นผู้บริโภค) เป็นต้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าการได้รัฐบาลใหม่ จะมีผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และจะเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจช่วยหนุนให้ดัชนี SET index ฟื้นตัวได้ในระยะสั้น

Advertisement

อย่างไรก็ดี ผมประเมินว่าในระยะสั้น (1-3 เดือน) ดัชนี SET index จะยังฟื้นตัวได้ไม่ไกลนัก เนื่องจาก EPS ของดัชนี SET index ในปีนี้ที่อ่อนแอ และเมื่อพิจารณาข้อมูลสถิติย้อนหลังในอดีตจะพบว่า EPS ของดัชนี SET index แทบจะไม่มีการเติบโตเลยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยผมจะใช้สูตรการคำนวณ EPS ในอดีต ปรับด้วยอัตราเงินเฟ้อ (Real EPS) ตามสูตรการคำนวณ Cyclical Adjusted PE (CAPE) ของ Robert Shiller นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ผลการคำนวณข้อมูลสถิติพบว่า ค่าเฉลี่ย Real EPS ย้อนหลัง 10 ปี (120 เดือน) เท่ากับ 83.7 บาท/หุ้น และหากตัดช่วงปีที่ผลการดำเนินงานของ บจ. ส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 คือปี 2563-2564 ออกไปจากการคำนวณ พบว่าค่าเฉลี่ย Real EPS เท่ากับ 90.65 บาท/หุ้น หากประมาณการ EPS ปีนี้ของนักวิเคราะห์ล่าสุดที่ 89.6 บาท/หุ้น ถูกต้อง เท่ากับว่า EPS ของดัชนี SET index เติบโตต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตเสียด้วยซ้ำ เมื่ออัตราการเติบโตของ EPS ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย การจะคาดหวังให้ Valuation หรืออัตราส่วน PE สูงกว่าค่าเฉลี่ยมากๆ เพื่อที่จะให้ดัชนี SET index ปรับขึ้นสูงๆ คงเป็นไปได้ยาก โดยค่าเฉลี่ย CAPE ย้อนหลังระยะยาวของประเทศไทยเฉลี่ยอยู่ที่ราว 14 เท่า และค่าเฉลี่ย CAPE ย้อนหลังช่วง 10 ปีที่ผ่านมาอยู่ที่ราว 20 เท่า ขณะที่ Forward PE อิง EPS ปี 2566 ปัจจุบัน เท่ากับ 17 เท่า (แต่อัตราดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันสูงกว่าในอดีตมาก) จะเห็นได้ว่า Upside หรือโอกาสที่ดัชนี SET index จะปรับขึ้นแรงๆ โดยหวังการปรับขึ้นของอัตราส่วน PE อาจเป็นได้ไม่มากนักสำหรับปีนี้

ปัจจัยที่อาจทำให้ดัชนี SET index ปรับขึ้นแรง Outperform ตลาดหุ้นโลกได้ คงต้องหวังการฟื้นตัวของกำไรของ บจ. ในปี 2567 ซึ่งหากจะให้ใช้ข้อมูลประมาณการปี 2567 ณ ตอนนี้เลยก็คงจะเร็วเกินไป เนื่องจากเราเพิ่งผ่านช่วงการรายงานผลการดำเนินงานงวด 2Q66 อีกปัจจัยที่อาจมีผลให้ Valuation ของดัชนี SET index เปลี่ยนแปลงในทิศทางบวกได้ก็คือ อัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งตามทฤษฎีแล้วหากอัตราดอกเบี้ยนโยบายปรับลดลงก็จะทำให้ต้นทุนเงินทุนปรับลดลง เกิดการปรับพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนเข้าหาสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น และส่งผลให้อัตราส่วน PE ปรับขึ้นได้ แต่อย่างไรก็ดี ผมประเมินว่าเราคงยังไม่เห็นการพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยลงเร็วๆ นี้ เช่นกัน

ดังนั้น โดยสรุปผมจึงประเมินว่า แม้ดัชนี SET index จะมี Downside ไม่มาก เมื่อพิจารณาในมุมต่างๆ แล้วก็ตาม แต่ Upside ที่จะเห็นการปรับขึ้นของดัชนี SET index ในระยะสั้น ก็มีไม่มากเช่นกัน การลงทุนระยะสั้นจึงต้องพิจารณาเลือกเป็นรายกลุ่มรายตัว ที่แนวโน้มผลการดำเนินงานจะดีขึ้น หรือดีต่อเนื่องใน 2H66 เช่น กลุ่มบริการ (ค้าปลีก ท่องเที่ยว) กลุ่มพลังงาน (โรงกลั่น) เป็นต้น

Advertisement

สุโชติ ถิรวรรณรัตน์
ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KGI

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image