‘ปิติ ตัณฑเกษม’ชูธงB+ESG
หนุนลูกค้า ‘ttb’ สู่ความยั่งยืน
ก้าวทัน-เติบโตบนกติกาโลกใหม่
เมื่อกติกาโลกเริ่มเปลี่ยนแปลง ทั่วโลกหันมาตระหนักเรื่องภาวะโลกร้อนมากขึ้น ภายหลังจากการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 26 (COP26) ที่เมืองกลาสโกว์ ประเทศสกอตแลนด์ การประชุมนี้มีความเชื่อมโยงกับความตกลงปารีส (Paris Agreement)
ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญคือการควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้สูงเพิ่มเกินกว่า 2 องศาเซลเซียส และมุ่งเป้าไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส โดยภาคี 197 ประเทศ ได้ลงนามบรรลุเป้าให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 (ค.ศ.2050) และประเทศไทยได้ร่วมลงนามในข้อตกลงดังกล่าว
ขณะเดียวกัน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีนโยบายผลักดันให้มีการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจสีเขียวตามนิยามเดียวกัน (taxonomy) เพื่อให้สามารถจำแนกและจัดสรรเงินทุนไปสู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญกับประเด็นสิ่งแวดล้อมได้อย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทของไทย (Thai Taxonomy)
และได้แบ่งการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมของกิจกรรมต่างๆ ออกเป็น 3 ระดับ (ระบบ Traffic-Light System) ได้แก่ สีเขียว สีเหลือง และสีแดง และต้องเป็นกิจกรรมที่ไม่สร้างผลกระทบเชิงลบอย่างมีนัยสำคัญ (Do No Significant Harm) ต่อการให้บรรลุวัตถุประสงค์ด้านสิ่งแวดล้อม
อื่นๆ และคำนึงถึงผลกระทบด้านสังคมไปพร้อมกัน (Minimum Social Safeguards)
ขณะที่ภาคการเงินเองก็ตื่นตัวเรื่องความยั่งยืนไม่น้อยเช่นกัน อย่าง ปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีเอ็มบีธนชาต หรือทีทีบี (ttb) ได้เปิดแนวคิดของทีทีบี ในการขับเคลื่อนองค์กรเพื่อสร้างชีวิตทางการเงินที่ดี (Financial Well-being) ให้กับคนไทย โดยนำแนวทางการธนาคารเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Banking) มาเป็นรากฐานวางกลยุทธ์ทั่วทั้งองค์กร
“ปิติ” บอกถึงเป้าหมายการเป็นธนาคารที่ยั่งยืน หรือ ESG นั้น ทีทีบีขอเริ่มที่อักษร “B” ที่มาจาก Business Sustainability หรือความยั่งยืนทางธุรกิจ เป็นสิ่งแรก แต่จะยั่งยืนได้ คนรอบๆ หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stake holder) ต้องยั่งยืนด้วย
“การดำเนินงานของทีทีบี คงไม่สามารถยัดเยียดความเขียว ความเหลืองให้ลูกค้าได้ แต่ลูกค้าขนาดใหญ่จะถูกยัดเยียดให้เข้าสู่แนวทางการรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งธนาคารจะเข้าไปช่วยให้ลูกค้ามีต้นทุนในการทรานส์ฟอร์มธุรกิจที่ต้องการจะเปลี่ยนธุรกิจให้เป็นสีเขียว หรือสีเหลืองมากขึ้น”
และระยะถัดไปที่ทีทีบีต้องทำคือดูแลกลุ่มลูกค้าสีแดง หรือลูกค้าที่ไม่รู้ว่าจะมีภัยมาเยือนแล้ว หากสถานการณ์นั้นเกิดขึ้น ภัยก็จะมาเยือนธนาคารด้วย เพราะเมื่อธุรกิจของลูกค้าไปต่อไม่ไหวและอาจต้องไปสู่การล้มละลาย ก็จะเกิดหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) ที่กระทบมาถึงธนาคาร
“การปรับตัวให้ครบวงจรสู่การเป็น ESG ควรจะเป็นส่วนหนึ่งในธุรกิจธนาคาร ซึ่งเป็นเรื่องที่ธนาคารเป็นตัวกลางต้องช่วยลูกค้าปรับเปลี่ยนด้านนี้ และต้องทำให้ธุรกิจของลูกค้าเกิดความยั่งยืน หากสำเร็จ ธนาคารจะยั่งยืนไปด้วย”
ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงคือธนาคารที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางปล่อยสินเชื่อจะเริ่มด้วยการเทรนนิ่งบุคลากรในองค์กร ได้นำผู้เชี่ยวชาญหรือนักวิชาการที่มีความรู้เฉพาะในเรื่องสิ่งแวดล้อม กฎเกณฑ์ที่ทั่วโลกได้จัดทำขึ้น มาถ่ายทอดเพื่อสร้างความเข้าใจให้แก่บุคลากรเพื่อมาสร้างความเข้าใจให้กับลูกค้าทั้งรายใหญ่ และรายย่อย (เอสเอ็มอี) ในเรื่องนี้ให้มากขึ้น รวมถึงเชิญลูกค้าที่ผลักดันธุรกิจไปสู่กลุ่มสีเขียวแล้วมาเล่าสู่กันฟัง แลกเปลี่ยนมุมมองต่อการปรับตัวในฐานะผู้มีประสบการณ์ตรง
“ธนาคารเห็นว่าเศรษฐกิจสีเขียวตามนิยามเดียวกัน (taxonomy) มาแน่ แต่จะมาเมื่อไร ขนาดไหน เมื่อเราเห็นพายุกำลังจะมาและตั้งเค้า เราก็ควรมีแผนตั้งรับสำหรับลูกค้าเพื่อทำธุรกิจไปสู่ความยั่งยืนโดยระหว่างทางจะไม่ได้รับผบกระทบมากนัก” คุณปิติกล่าว พร้อมขยายความว่า ลูกค้ารายใหญ่มีความพร้อมเปลี่ยนแปลงเพราะมีต้นทุน แต่กลุ่มรายย่อย (เอสเอ็มอี) ส่วนมากสายป่านยาวไม่มากพอ ตัวอย่าง การประมงไทย ที่อาจมองว่าโหดร้าย เข้าตำรารัฐบาลและสถาบันการเงิน ‘ทำร้ายฉัน’ จากวันหนึ่งที่ธนาคารเคยปล่อยกู้ให้ได้ขอชักเงินคืน เพราะไม่มั่นใจว่าธุรกิจจะไปต่อได้หรือไม่ กังวลต่อการชำระหนี้คืน
ซึ่งไม่กระทบแค่ธุรกิจประมงแต่กระทบถึงธุรกิจเกี่ยวเนื่อง เช่น ธุรกิจโรงน้ำแข็ง “ที่เคยพูดคุยกับผู้ประกอบการส่งน้ำแข็งให้กับเรือประมง เล่าว่าธุรกิจย่ำแย่มาหลายปี เพราะเรือประมงที่มีการประมงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย (IUU Fishing) ที่กำหนดโดยสหภาพยุโรป (อียู) ทำให้ทำประมงไม่ได้ โรงน้ำแข็งก็กระทบไม่มีออเดอร์จากประมงจนขาดรายได้ตาม ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ควรปล่อยให้เกิดขึ้น หากรัฐบาลไม่ทำให้การทำประมงถูกต้องและยั่งยืน ประมงไทยที่เคยส่งออกอาหารทะเล และอาหารทะเลแปรรูปจำนวนมากจะได้รับผลกระทบจนธุรกิจล้มละลายได้อย่างรวดเร็ว”
ตัวอย่างที่กล่าวมา ซีอีโอทีทีบีบอกว่า ได้แนะนำลูกค้าโรงน้ำแข็งผันตัวธุรกิจ ถ้าไม่เปลี่ยน ก็จะไปต่อไม่ได้ อาจเปลี่ยนเป็นน้ำแข็งเพื่อการบริโภค ลูกค้ารับฟังและพยายามปรับธุรกิจจนธุรกิจสามารถเดินหน้าต่อไปได้
วกกลับมาที่ทีทีบี ที่ผ่านมาได้วางโพสิชั่นขององค์กรด้วยการเติมตัว B ไว้ข้างหน้า ESG โดยจะเริ่มจากธุรกิจของตนเอง ทำในสิ่งที่ก่อให้เกิดความยั่งยืนที่ไม่ใช่นิยามเพียงคำว่าสิ่งแวดล้อม
เริ่มจาก B โดยจะตั้งคำถามว่าสิ่งที่ทำได้นำไปสู่ความยั่งยืนหรือไม่ และได้กำหนดให้เป็นลักษณะใด เช่น การปล่อยสินเชื่อที่ลูกค้าสามารถชำระหนี้ตามดอกเบี้ยที่กำหนดได้ตามปกติ แต่ลูกค้าอาจจะไม่มีวันปลดหนี้ได้ หรือถ้าให้สินเชื่อต่อเนื่องและธุรกิจตอบรับ ก็ต้องตั้งคำถามว่ามันถูกต้องหรือไม่ เพราะเมื่อเจอวิกฤตโควิด ลูกค้าจ่ายไม่ไหว ธนาคารก็ได้รับผลกระทบด้วย
“ESG ของทีทีบี แปลว่าทำอย่างไรให้ลูกค้า หรือคู่ค้าพันธมิตรมีธุรกิจที่ยั่งยืน แล้วปัจจัยอะไรที่ทำให้ลูกค้าไม่ยั่งยืน ถ้าสิ่งเหล่านั้นเกี่ยวกับธนาคารโดยตรงก็จะเร่งแก้ไข ถ้าสิ่งเหล่านั้นไม่เกี่ยวกับธนาคารแต่ส่งผลกระทบต่อลูกค้า ธนาคารจะรับสร้างความเข้าใจอย่างเร่งด่วนให้ลูกค้าปรับแก้ไข
สำหรับธนาคารเอง จะพยายามผลักดันตัวเองเป็นธนาคารอยู่ลำดับกลาง จะไม่อยู่ท้ายตาราง และจะยิ่งผลักดันตัวเองให้ไปอยู่หัวตารางให้ได้ โดยวางบทบาทเป็นธนาคารขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Sustainability) ซึ่งแรงกระเพื่อมที่เห็นผลชัดคือการสนับสนุนธุรกิจต่างๆ ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมผ่านโซลูชั่นทางการเงินที่ยั่งยืนและปล่อยสินเชื่ออย่างรับผิดชอบ ที่ผ่านมาถือเป็นธนาคารแห่งแรกที่ออกหุ้นกู้เพื่อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนทางทะเล มูลค่ารวมมากกว่า 7,000 ล้านบาท นำเงินทุนไปสนับสนุนลูกค้าธุรกิจผ่านสินเชื่อสีเขียวและสีฟ้า มีการปล่อยสินเชื่อสีเขียวไปแล้วมากกว่า 13,000 ล้านบาท ในปี 2565 และตั้งเป้าจะปล่อยสินเชื่อสีเขียวเพิ่มอีกมากกว่า 9,000 ล้านบาท ภายในปี 2566 อีกทั้งในปัจจุบันธนาคารนับเป็นผู้นำตลาดด้านการปล่อยสินเชื่อรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ราว 6,500 ล้านบาท
อีกเรื่องที่ทีทีบีให้ความสำคัญไม่แพ้กัน “ปิติ” ย้ำว่าคือด้าน Corporate Governance & Business Ethics หรือบรรษัทภิบาลและจริยธรรมทางธุรกิจ สะท้อนจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและทีมงานที่มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ที่ช่วยชี้แนะ ผลักดันนโยบายที่ถูกต้องและเป็นธรรมต่อผู้มีส่วนได้เสียทั้งหมด สร้างผลงานเป็นที่ประจักษ์ ธนาคารได้รับรางวัล “การเงินที่เป็นธรรม” จาก Fair Finance Thailand ด้วยคะแนนสูงสุดในกลุ่มธนาคารไทยด้าน ESG ถึง 4 ปีซ้อน
และล่าสุด ได้รับการจัดอันดับที่ดีที่สุดด้าน ESG ในกลุ่มสถาบันการเงินในประเทศไทย และเป็นอันดับ 2 ในระดับเอเชียสำหรับกลุ่ม Mid/Small Cap (ไม่รวมจีนและญี่ปุ่น) จาก Institutional Investor’s 2023 Asia (ex-Japan) Executive Team ด้วยการโหวตของนักวิเคราะห์ สะท้อนว่าธนาคารมุ่งเน้นเรื่อง ESG มาอย่างสม่ำเสมอ
“ทีทีบีเชื่อว่าธุรกิจ และ ESG จะเป็นเรื่องที่ต้องขับเคลื่อนไปด้วยกัน ไม่เพียงมุ่งมั่นก้าวสู่การเป็นธนาคารเพื่อความยั่งยืน แต่ยังมุ่งขยายขอบเขตและความยั่งยืนให้เกิดกับทุกคนที่เกี่ยวข้อง ถือเป็นหนึ่งภารกิจ (Mission) หรือหน้าที่ของธนาคารที่ให้การสนับสนุนลูกค้า คู่ค้า พันธมิตรทางธุรกิจ และสังคมของเราให้สามารถดำเนินชีวิตและธุรกิจได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป” ซีอีโอทีทีบีกล่าวทิ้งท้าย
ทรรศวรรณ ทัพสุวรรณ

