นักรูดรอควักเพิ่ม ขยับขึ้นจ่ายขั้นต่ำ
หลังจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาตรการช่วยเหลือคนไทยที่เป็นหนี้ และได้รับผลกระทบหนักในช่วงที่เกิดวิกฤตโควิด-19 โดยเฉพาะมาตรการสินเชื่อบัตรเครดิต ที่เตรียมจะหมดลงในสิ้นปี 2566 นี้ อาจส่งผลกระทบต่อลูกหนี้ที่ต้องรับภาระชำระหนี้มากขึ้น
หากย้อนไปในปี 2563 ธปท.ได้ร่วมหาทางออกกับสถาบันการเงิน ในการจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชน และเพื่อการดำเนินนโยบายทางการเงินให้สอดคล้องกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ปรับลดลง ซึ่ง ณ ขณะนั้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 0.50%
ธปท.ได้ออกเกณฑ์มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อย ด้วยการปรับลดเพดานดอกเบี้ยบัตรเครดิต จาก 18% เหลือ 16% สินเชื่อบุคคลจาก 28% เหลือ 25% และสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ จาก 28% เหลือ 24% โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2563 เป็นต้นไป
นอกจากนี้ สำหรับลูกหนี้ดีแบ่งเป็นลดดอกเบี้ยบัตรเครดิตจาก 18% เหลือ 16% สามารถผ่อนชำระขั้นต่ำจากเดิมอยู่ที่ระดับ 10% ให้ลดเหลือชำระอัตราขั้นต่ำที่ 5% กำหนดให้ดำเนินการระหว่างปี 2563-2564 จากนั้นจะทยอยขยับอัตราชำระขั้นต่ำขึ้นเป็น 8% ในปี 2565 และกลับสู่ระดับเดิมคือ 10% ในปี 2566 กรณีลูกหนี้ดีสามารถชำระได้ตามปกติ ตรงนี้เจ้าของบัตรอาจมีสิทธิประโยชน์มอบให้เพิ่มเติม
ปัจจุบัน ธปท.ได้ผ่อนคลายมาตรการช่วยลดอัตราชำระขั้นต่ำที่ 5% จากเดิมจะหมดมาตรการในปี 2564 ขยายเวลาออกไป โดยให้คงระดับนี้ไว้จนถึงสิ้นปี 2566 จากนั้นจะทยอยกลับไปใช้อัตราการผ่อนชำระหนี้บัตรเครดิตขั้นต่ำที่ 8% ในปี 2567 และให้กลับสู่เกณฑ์ปกติที่ 10% ในปี 2568
แต่ด้วยเศรษฐกิจประเทศไทยกำลังฟื้นตัวไม่เต็มที่ จึงกลายเป็นความกังวลว่าเมื่อมีการปรับอัตราชำระหนี้ขั้นต่ำจะส่งผลกระทบต่อลูกหนี้มากขึ้น
สะท้อนจาก อธิศ รุจิรวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจเนอรัล คาร์ด เซอร์วิสเซส จำกัด ผู้ให้บริการบัตรเครดิตเซ็นทรัล เดอะวัน (GCS) และในฐานะประธานชมรมธุรกิจบัตรเครดิต สมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า สมาคมและผู้ประกอบการธุรกิจบัตรเครดิต ได้เข้าหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในส่วนของสินเชื่อบัตรเครดิต เพื่อขอขยายระยะเวลามาตรการกำหนดอัตราชำระขั้นต่ำบัตรเครดิต ที่ปัจจุบันอยู่ที่ 5% ซึ่งจะจบลงในสิ้นปี 2566 และจะกลับไปใช้อัตรา 8% ในปี 2567 และเข้าสู่เกณฑ์ปกติที่อัตรา 10% ภายในปี 2568
แม้จะเป็นการปรับระดับเป็นสเต็ป แต่มีความกังวลว่าการเพิ่มอัตราการจ่ายหนี้ขั้นต่ำจะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้า ที่ปัจจุบันคนไทยโดยเฉลี่ยจะถือบัตรเครดิต จำนวน 3 ใบต่อคน ดังนั้น หากขยับอัตราชำระขั้นต่ำเพิ่มขึ้นพร้อมกันทั้งตลาดอาจทำให้ลูกค้ามีรายจ่ายในการชำระหนี้มากขึ้นจากหนี้ในบัตรเครดิตที่ถืออยู่ทุกใบ ซึ่งลูกค้าบางรายอาจจะยังไม่พร้อมปรับอัตราชำระขั้นต่ำ
อธิศยังกล่าวอีกว่า ทางสมาคมและผู้ประกอบการธุรกิจบัตรเครดิตเข้าใจ ธปท. เนื่องจากแกนนโยบายหลักของ ธปท.ต้องการควบคุมระดับหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงถึง 90.6% และในส่วนของมาตรการชำระขั้นต่ำ ถ้ามาตรการนี้ไม่ขึ้น ถือเป็นมาตรการสุดท้ายของการช่วยเหลือลูกค้าในช่วงการระบาดของโควิด
หากกำหนดเวลาในมาตรการเดิมการชำระขั้นต่ำจะหมดลงในปี 2565 แต่ ธปท.ได้มีการขยายการบังคับใช้มาแล้ว 1 ปี จึงมีความจำเป็นต้องปรับอัตราชำระดังกล่าว อย่างไรก็ตาม จากบทเรียนในอดีตเมื่อสิบปีที่ผ่านมาได้มีการปรับเกณฑ์ชำระขั้นต่ำจาก 5% เป็น 10% ซึ่งก็ส่งผลกระทบต่อหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) ในบัตรเครดิตค่อนข้างมาก
ขณะเดียวกัน ในไตรมาส 3/2566 ชมรมธุรกิจบัตรเครดิตเตรียมเดินหน้าหารือกับ ธปท. เพื่อขอให้พิจารณาขยายเพดานดอกเบี้ยบัตรเครดิตที่ปัจจุบันอยู่ที่ 16% ซึ่งเป็นการปรับลดลงมาจากอัตราเดิม 18% เมื่อปี 2563 เนื่องจากต้นทุนการเงิน (cost of fund) ในการประกอบธุรกิจสูงขึ้น หลังจากมีการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่อง
ขณะที่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (มาร์จิ้น) ค่อนข้างน้อยและรายได้ลดลงต่อเนื่อง เบื้องต้นอาจเสนอให้ปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มอีก 2% สู่ระดับ 18 และคงจะปรับไม่ถึง 20% เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนของผู้ให้บริการที่สูงขึ้น
“เรื่องของต้นทุนการเงินที่เพิ่มขึ้น แต่เรามีเพดานดอกเบี้ยที่ 16% ถือว่าต่ำมาก และต่ำเกือบจะที่สุดในโลก ขณะที่ต้นทุนสูงขึ้น จึงมีความจำเป็นต้องการปรับเพดานดอกเบี้ยให้สอดคล้องกันกับการทำธุรกิจ” นายอธิศกล่าวย้ำ
ด้านแวดวงการเงิน น.ส.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ให้ความเห็นเรื่องการปรับอัตราชำระขั้นต่ำจาก 5% เป็น 8% ที่จะเริ่มปรับตั้งแต่ปี 2566 แต่ได้ขยายให้ถึงปี 2567 เพราะ ธปท.ประเมินว่าเศรษฐกิจจะทยอยกลับเข้าสู่สภาวะปกติมากขึ้น และพิจารณาแล้วว่าลูกหนี้สามารถดูแลค่าใช้จ่าย หรือดูแลภาระในส่วนนี้ได้ถ้ามีการปรับอัตราชำระหนี้ขั้นต่ำ
อย่างไรก็ตาม จากวันนี้จนถึงสิ้นปีนี้ ธปท.จะประเมินเศรษฐกิจต่อเนื่อง และถ้าโมเมนตัมเศรษฐกิจเดินหน้าได้ต่อเนื่อง ดังนั้น โอกาสที่จะขยับการปรับอัตราชำระหนี้ขั้นต่ำไปอยู่ที่ 10% เท่าเดิมนั้นจะเป็นไปตามที่กำหนดไว้ว่าจะปรับขึ้นในปี 2568
ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการบัตรเครดิตทั้งที่เป็นสถาบันการเงิน และไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) ได้เตรียมพร้อมกับการปรับอัตราชำระหนี้ขั้นต่ำ เพราะเรื่องนี้จะโยงไปถึงคุณภาพหนี้ที่อาจได้รับผลกระทบหากลูกหนี้ชำระไม่ไหว ซึ่งผู้ให้บริการได้เตรียมการช่วยเหลือลูกหนี้ด้วยมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ หรือมาตรการของผู้ให้บริการจะเอื้อให้กับลูกหนี้ต่อไป
“สำหรับลูกหนี้ควรจะต้องตระหนักรู้ในเรื่องการจ่ายชำระหนี้ขั้นต่ำต่อเนื่อง ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ไม่ส่งผลดีต่อวินัยทางการเงิน และทำให้ลูกหนี้มีภาระเรื่องดอกเบี้ยมากขึ้น เพราะถ้าลูกหนี้เลือกจ่ายขั้นต่ำต่อเนื่องอาจจะปิดจบหนี้ได้ยาก และใช้เวลานานขึ้นกว่าจะปิดหนี้ก้อนนี้จบ” น.ส.กาญจนากล่าว
ขณะที่เรื่องการปรับเพดานดอกเบี้ยบัตรเครดิต ที่ผ่านมามีการปรับเปลี่ยนมาโดยตลอด โดยดอกเบี้ยบัตรเครดิตเริ่มต้นที่ 18% และได้ปรับขึ้นเป็น 20% โดยได้คงอัตราดอกเบี้ยเพื่อบังคับใช้ในระหว่างปี 2549-2559 หลังจากนั้นได้ปรับดอกเบี้ยให้ลดลงมาอยู่ที่ 18% บังคับใช้ระหว่างปี 2560-2562 และมีการปรับดอกเบี้ยโดยมาตรการที่ ธปท.ออกเกณฑ์ให้ปรับลดลงที่ 16% เพราะช่วยเหลือลูกหนี้ในช่วงที่เกิดวิกฤตโควิด-19 ตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบัน
การสื่อสารของ ธปท.ทำให้เข้าใจว่าเป็นการปรับลดเพดานดอกเบี้ยที่ยังไม่ได้ระบุว่าจะปรับขึ้นในช่วงเวลาใด ซึ่งในตอนนั้นมี 2 มาตรการคือ การปรับลดอัตราชำระขั้นต่ำเหลือ 5% จากเดิมอยู่ที่ 10% และมาตรการปรับเพดานดอกเบี้ยลดลงเหลือ 16% จาก 18% แต่ไทม์ไลน์การลดอัตราชำระขั้นต่ำมีกรอบที่ระบุชัดเจนว่าจะปรับขึ้นในช่วงเวลาใด
ขณะที่มาตรการปรับลดเพดานดอกเบี้ยไม่มีการระบุว่าจะปรับขึ้นในช่วงเวลาใด พร้อมระบุว่าให้คงเพดานดอกเบี้ยดังกล่าวไว้จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง โดยมีผลบังคับใช้นับตั้งแต่มีการปรับเพดานดอกเบี้ยในปี 2563 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งการเคลื่อนไหวล่าสุดของ ธปท.ได้ออกมาตรการแก้หนี้ครัวเรือน สำหรับลูกหนี้ที่เป็นหนี้เรื้อรังจะนำมาแก้คือลูกหนี้สินเชื่อส่วนบุคคลประเภทหมุนเวียน (revolving personal loan) โดยการลดดอกเบี้ยจาก 25% สู่ระดับ 15% เป็นแนวทางการลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยลูกหนี้
อย่างไรก็ตาม กรณีที่ผู้ประกอบการบัตรเครดิตทั้งสถาบันการเงิน และไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) มีความต้องการจะขอขยายเพดานดอกเบี้ยต้องมีการหารือกับ ธปท. และฝั่งผู้ให้บริการต้องชี้แจงถึงสาเหตุที่จะขอปรับดอกเบี้ยขึ้น เช่น เรื่องต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมาจากแหล่งใด หรือหากมีปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจ เพื่อเข้าหารือกับ ธปท.ในระยะถัดไป
กระนั้นแล้วต้นทุนทุกอย่างเพิ่มขึ้นแบบนันสต๊อป และไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ลูกหนี้ก็ต้องรับภาระต่อไป เพราะถึงไม่พร้อมก็ต้องพร้อมจ่าย แม้กระเป๋าตังค์จะฉีกแล้วก็ตาม

