หน้าแรก เศรษฐกิจ พณ.รุกเพิ่มกา...

พณ.รุกเพิ่มการค้า-รับโลกเปลี่ยน เดินหน้าเอฟทีเอ ผนึกอาเซียนทำแผน 20 ปี

20.08.23 | 13:05 น.

พาณิชย์รุกเพิ่มการค้า-รับโลกเปลี่ยน เดินหน้าใช้ประโยชน์เอฟทีเอ อาเซียนผนึกทำแผน 20 ปี

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมเตรียมจัดงานสัมมนาเผยแพร่ผลการศึกษาการจัดทำ FTA ไทย-กลุ่มพันธมิตรแปซิฟิก (Pacific Alliance: PA) วันที่ 22 สิงหาคม 2566 ที่

โรงแรมสวิสโซเทล รัชดา กรุงเทพฯ โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ได้รับมอบหมายให้ศึกษาวิจัย และนำเสนอผลการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดทำ FTA ไทย-กลุ่ม PA ประโยชน์และผลกระทบที่ไทยจะได้รับ รวมทั้งข้อเสนอแนะในการเตรียมการปรับตัวของไทย

นางอรมน กล่าวว่า การสัมมนาครั้งนี้ กรมได้เชิญวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากสภาหอการค้าเม็กซิกัน-ไทย สภาธุรกิจไทย-ลาตินอเมริกา สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย และผู้ส่งออกไทย ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์การส่งออกสินค้าไปยังภูมิภาคลาตินอเมริกา พร้อมทั้งเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมงานสัมมนาด้วย

สำหรับกลุ่ม PA ถือเป็นการรวมกลุ่มของประเทศที่มีศักยภาพสูงในภูมิภาคลาตินอเมริกา 4 ประเทศ ได้แก่ ชิลี เปรู โคลัมเบีย และเม็กซิโก มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 8 ของโลก มี GDP รวมกันคิดเป็นร้อยละ 36 ของภูมิภาค และมีประชากรกว่า 225 ล้านคน นอกจากนี้ ยังมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ที่ใช้เป็นวัตถุดิบสำคัญในกระบวนการผลิต อาทิ ทองแดง ลิเทียม แร่เหล็ก รวมไปถึงผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ และผลิตผลทางการเกษตร จึงถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพและมีความน่าสนใจสำหรับไทย แม้ที่ผ่านมา ไทยจะได้มีการจัดทำ FTA กับเปรู และชิลี และมีผลบังคับใช้แล้ว ตั้งแต่ปี 2554 และ 2558 ตามลำดับ แต่การจัดทำ FTA ระหว่างไทยกับกลุ่ม PA จะเป็นการขยายและต่อยอดโอกาสทางการค้าและการลงทุนให้กับผู้ประกอบการไทยที่จะเข้าสู่ภูมิภาคลาตินอเมริกาได้มากยิ่งขึ้น

Advertisement

 นายดวงอาทิตย์ นิธิอุทัย รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า นายกีรติ รัชโน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ มอบหมายให้เข้าร่วมการประชุมคณะทำงานระดับสูงว่าด้วยการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของอาเซียน ครั้งที่ 44 ระหว่างวันที่ 29-31 กรกฎาคมที่ผ่านมา ณ เมืองลอมบอก ประเทศอินโดนีเซีย เพื่อหารือถึงการจัดทำวิสัยทัศน์อาเซียน 20 ปี (พ.ศ.2569-2588) ซึ่งจะเป็นพิมพ์เขียวนำทางการดำเนินงานของอาเซียน ในอีก 20 ปีข้างหน้า หลังจากแผนงานอาเซียนช่วงปี 2559-2568 จะหมดอายุลงในปี 2568 รวมทั้งการจัดทำข้อเสนอแนวทางการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของอาเซียนให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และการทำงานเพื่อสนับสนุนการเติบโตของอาเซียนในอนาคต เพื่อรวบรวมเสนอที่ประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (AEM) จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-22 สิงหาคมนี้

นายดวงอาทิตย์กล่าวว่า ที่ประชุมได้พิจารณาถึงการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจในปัจจุบัน และกำหนดเป้าหมายการรวมกลุ่มในอีก 20 ปีข้างหน้า โดยเห็นว่าอาเซียนควรมุ่งสู่การเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวที่เข้มข้น สนับสนุนการเชื่อมโยงทางด้านกายภาพ มีกฎระเบียบที่ประสานและอำนวยความสะดวกต่อเศรษฐกิจการค้า ลดช่องว่างการพัฒนา และปรับปรุงกลไกการดำเนินงานและการประสานงานระหว่างกันภายใต้เสาเศรษฐกิจ เพื่อขับเคลื่อนการทำงานของอาเซียนให้มีประสิทธิภาพ และตอบสนองความท้าทายต่างๆ ในอนาคต อาทิ การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล และการพัฒนาที่ยั่งยืน นอกจากนี้ อาเซียนควรให้ความสำคัญกับเรื่องการค้ากับความยั่งยืน โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนไปสู่เศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จึงเตรียมจัดทำกรอบเศรษฐกิจภาคทะเล และยุทธศาสตร์ความเป็นกลางทางคาร์บอน โดยมีแผนจะเสนอต่อที่ประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 43 ในเดือนกันยายนนี้

นอกจากนี้ การจัดทำวิสัยทัศน์อาเซียน 20 ปีข้างหน้า อาเซียนควรรับฟังความเห็นของภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างครอบคลุม โดยสำนักเลขาธิการอาเซียนจะหารือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ในรูปแบบของการสำรวจความเห็น จัดประชุมระดมสมอง และหารือเฉพาะกลุ่ม เพื่อให้ครอบคลุมภาคส่วนของทุกประเทศสมาชิกอาเซียน สำหรับการระดมความเห็นภาคส่วนที่เกี่ยวข้องของไทย ทั้งนี้ กรมมีแผนจะจัดรับฟังความเห็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ผู้ประกอบการ และภาคประชาสังคม ควบคู่ไปกับการดำเนินงานของฝ่ายเลขาธิการอาเซียนอีกด้วย

ทั้งนี้ ช่วง 6 เดือนแรก 2566 การค้าระหว่างไทยกับอาเซียน มีมูลค่า 59,141.47 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยไทยส่งออกไปอาเซียน มูลค่า 33,601.15 ล้านเหรียญสหรัฐ และไทยนำเข้าจากอาเซียน มูลค่า 25,540.32 ล้านเหรียญสหรัฐ ตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์