‘นายก ส.ค้าปลีกฯ’ ชี้แจกเงินหมื่นฟื้นเศรษฐกิจช่วงสั้น หวั่นนโยบายเอื้อนายทุน-รายย่อยล้มตาย
นายสมชาย พรรัตนเจริญ นายกสมาคมค้าส่ง-ปลีกไทย กล่าวถึงนโยบายการกระตุ้นการใช้จ่ายด้วยนโยบายแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 1 หมื่นบาท ในรัศมี 4 กิโลเมตร ของพรรคเพื่อไทย (พท.) ว่า นโยบายนี้อาจช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงแรก แต่ไม่แน่ใจว่าแผลเป็นจากที่แจกเงินในครั้งนี้จะสร้างภาระให้กับประเทศในวันหลังหรือไม่ เพราะที่ผ่านมา โครงการหลายๆ โครงการของภาครัฐ มีการหว่านเงินเข้าไปในมือของประชาชน โดยไม่ได้สร้างความเข้มแข็งกับประชาชน ซึ่งในความเป็นจริงควรสร้างโอกาสมากกว่านำเงินมาแจกให้กับประชาชน
โดยที่บอกว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจ ในวันนี้สินค้าส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในมือของประชาชน ซึ่งจะอยู่ในมือของนายทุนทั้งหมด ดังนั้น ที่ผ่านมาหลายๆ ปี ที่ภาครัฐมีมาตรการออกมา ส่วนใหญ่เงินไหลลงท่อใหญ่ หรือนำไปสู่มือนายทุนทั้งหมด เพราะสินค้าเกือบทุกอย่าง บริการเกือบทุกประเภท มันอยู่ในมือของนายทุนใหญ่ทั้งหมด รวมถึงกติกาการแข่งขันไม่เกิดความสมดุล
“สิ่งที่อยากเห็นรัฐบาลดำเนินการ ในเมื่อจะใช้เงินหลายแสนล้าน ก็ควรจะสร้างความเข้มแข็งให้กับประชาชน เช่น คนที่อายุ 60 ปีขึ้นไป ควรจะส่งเสริมวิชาชีพอะไร ส่งเสริมทักษะอย่างไร ส่งเสริมให้นำคนที่เกษียณแล้วมาใช้ประโยชน์จากศักยภาพด้วยประสบการณ์จนกลายมาเป็นผู้สูงอายุแล้ว จะทำอย่างไรให้เกิดคุณค่า หรือมูลค่าเพิ่มขึ้น มากกว่าจะรอรับเงินแจกจากรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลควรจะต่อยอดศักยภาพมนุษย์มากกว่าให้เงินคนแก่ หรือรับเงินจากเศษเงินของรัฐบาลเพียงไม่กี่สตางค์” นายสมชายกล่าว
๐ลดแจกเงินทับซ้อนหลายกลุ่ม
นายสมชายกล่าวว่า หากรัฐบาลจะดำเนินการนโยบายนี้ ซึ่งเกณฑ์การแจกเงิน อยากให้พิจารณาแจกให้กับประชาชนที่มีความเดือดร้อน และรายการจ่ายเงินจะต้องไม่ทับซ้อนกับประชาชนที่ได้เงินจากรัฐบาลในโครงการประชารัฐที่ได้รับในทุกเดือนอยู่แล้ว ดังนั้น เงื่อนไขการแจกเงินต้องดูที่กลุ่มเป้าหมายด้วยว่าเป็นกลุ่มเป้าหมายเดียวกันหรือไม่ ถ้าเป็นกลุ่มเดียวกันควรคัดแยก เช่น เพศสภาพเรื่องของคนพิการว่าเป็นไปตามที่กฎหมายระบุหรือไม่ และอยากให้จ่ายเงินให้คนกลุ่มนี้อย่างเต็มที่
ขณะเดียวกัน ประชาชนที่มีสุขภาพดี ภาครัฐจะสนับสนุนอย่างไร เพื่อให้ใช้สภาพการเป็นมนุษย์ประกอบอาชีพเองได้ เช่น รัฐบาลจะช่วยลดภาษี หรือลดแต้มต่ออย่างไรในผู้ประกอบธุรกิจสามารถดำเนินการต่อได้ เพราะถ้ารัฐมีการเก็บภาษีส่วนต่างๆ เพิ่ม ภายใต้สภาพการแข่งขันของอิทธิพลทุนใหญ่ที่ครอบครองประเทศเกือบทั้งหมด ซึ่งรายย่อยจะผลิตสินค้าใหม่ขึ้นมาก็ลำบาก เพราะนายทุนใหญ่ได้ปิดทางคนจนไว้ทั้งหมด
“ศักยภาพการขายของรายย่อยลำบาก เพราะนายทุนเปิดร้านขาย 24 ชั่วโมง จะเห็นทุนเล็กทุนน้อย ยอดรายรับไม่พอจ่ายค่าเช่าที่ ซึ่งผู้ประกอบการรายย่อยมีปัญหาทุกที่ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด มีปัญหาด้านการขาย เพราะประชาชนไม่มีกำลังซื้อพอ รวมถึงราคาสินค้าก็แพง” นายสมชายกล่าว
๐ดิจิทัลดิสรัปต์รายย่อย
นายสมชายกล่าวว่า การใช้จ่ายโดยเงินดิจิทัลจะเป็นอุปสรรคต่อคนที่เข้าไม่ถึงเทคโนโลยี ซึ่งปัญหาใหญ่ในด้านการค้าขายขณะนี้ โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจค้าขายยังมีเป็นกลุ่มคนรุ่นเก่าอยู่เยอะในตลาด เมื่อนำเงินดิจิทัล หรือเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามา อาจทำให้เสียโอกาสในการค้าขายธุรกิจ ซึ่งส่วนใหญ่ที่จะเข้าถึงเทคโนโลยีจะเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ และเป็นทั้งผู้ผลิตด้วย ซึ่งในวันนี้ในประเทศไทยมีกลุ่มทุนที่ผลิตของใหญ่ๆ เฉลี่ยแล้ว 20 บริษัท ซึ่งครอบคลุมทั้งหมด เช่น ภัตตาคาร อาหารเพื่อการบริโภค สินค้าสำหรับใช้ทั้งหมด ซึ่งเป็นสถานที่จัดจำหน่ายสินค้า ตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง ปลายทาง ดังนั้น จึงเกิดการกินรวบของนายทุนใหญ่ทั้งหมด
ขณะที่เงื่อนไขต้องใช้เงินในรัศมี 4 กิโลเมตร เป็นอุปสรรคอย่างมากต่อคนอยู่ชนบท หรือต่างเมือง การจ่าย 4 กิโลเมตร เงินจะไปได้ที่ร้านค้าที่มีจำนวนสาขามากที่สุด และเปิด 24 ชั่วโมง ตอนนี้ไม่ว่าจะไปที่ไหนจะมีร้านสโตร์เจ้าหนึ่งที่เปิดร้านทั่วประเทศ
“คนจนคือคนที่ได้เงินจากรัฐบาลมาใช้และร่วมกันจ่ายหนี้ เราจ่ายหนี้ไม่พอ อาจจะส่งหนี้ต่อถึงลูกและหลานในอนาคต ประชาชนจะถูกด้อยค่าไปเรื่อยๆ พอรัฐบาลหยุดให้เงินจะเดือดร้อน เพราะไม่มีอาชีพ” นายสมชายกล่าว

