‘แสนสิริ’ เคลียร์ปมที่ดิน ย้ำทำถูกต้อง-ไร้นอมินี
พลันที่ชื่อ เศรษฐา ทวีสิน อดีตซีอีโอบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) นักธุรกิจหมื่นล้าน วัย 61 ประกาศเข้าสู่การเมืองอย่างเต็มตัว พ่วงด้วยตำแหน่งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ที่มีคิวโหวตวันที่ 22 สิงหาคม
ทำให้สปอตไลต์จับจ้องไปที่ “แสนสิริ” ในทันทีตลอดหลายวันที่ผ่านมา จากกรณี ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ จัดซีรีส์ออกมาปูดกล่าวหาแสนสิริยุค “เศรษฐา” นั่งซีอีโอ ทำนิติกรรมอำพรางซื้อที่ดินสารสิน ตั้งบริษัทกลาง สร้างนอมินี ซื้อขายที่ดินทองหล่อ 1,000 ล้านบาทสร้างคอนโดหรู แบบไม่มีแผ่วตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม ยิ่งใกล้วันโหวตยิ่งเข้มข้น
ขณะที่ “เศรษฐา” อัดคลิปโต้กลับ ยืนยันทำถูกต้องตามกฎหมาย ไม่มีการใช้วิธีใดเบียดบังผลประโยชน์ของรัฐ ซึ่งแสนสิริ คือผู้ซื้อ ไม่มีนอมินี ไม่มีปล่อยกู้ให้ผู้ขาย แถมเปิดหมดเปลือกเป็นเพราะ “ชูวิทย์” ไม่พอใจแสนสิริที่ไม่ซื้อที่ดินซอยสุขุมวิท 24 ของ “ชูวิทย์”
ด้าน “แสนสิริ” ก็ออกแถลงการณ์ยืนยันดำเนินการทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งซื้อที่ดินสารสินราคา 3.9 ล้านบาทต่อตารางวา (ตร.ว.) และทองหล่อ ตร.ว.ละ 1.1 ล้านบาท
จากประเด็นเผ็ดร้อน อุทัย อุทัยแสงสุข ซีอีโอสายงานปฏิบัติการ บมจ.แสนสิริ อธิบายว่า การซื้อที่ดินทั่วไปจะมีผู้จะซื้อและผู้จะขาย มีตัวกลางทำหน้าที่เป็นนายหน้าหรือตัวกลางเคลียร์ปัญหา ซึ่งแสนสิริต้องดูซื้อของราคาที่เหมาะสม นายชูวิทย์ ก็ไปกล่าวหาว่าตัวกลางเป็นคนของแสนสิริ มี รปภ.และแม่บ้านถือหุ้น ขอยืนยันไม่มีนอมินีแสนสิริ นายสมศักดิ์ มติยาภักดิ์ ก็เป็นนายหน้า เป็นตัวกลาง ดำเนินการให้กับผู้จะซื้อและผู้จะขาย
แต่นายชูวิทย์ จับเอาตัวกลางมาสร้างเรื่องเป็นนอมินีของแสนสิริ ซึ่งไม่เกี่ยวเลย ในวงการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เวลาซื้อขายที่ดิน จะมีนายหน้า และมีหลายประเภท ทั้งเคลียร์ที่ดิน รวบรวมที่ดิน จนเอาที่ดินมาขายให้ ซึ่งตัวกลางต้องทำโพรเซส เพื่อให้เกิดความต้องการของผู้จะขายด้วย ซึ่งมีโพรเซสที่เราไม่ได้ก้าวล่วงเข้าไประหว่างนายหน้าและผู้จะขาย
อย่างแปลงทองหล่อ ตร.ว.ละ 1.1 ล้านบาท วันนี้หาซื้อไม่ได้แล้วในราคานี้ หลังแสนสิริซื้อไม่นานมีคนซื้อ ตร.ว.ละ 1.3-1.6 ล้านบาท วันนี้เชื่อว่าราคาคงสูงไป 1 ล้านปลายๆ แล้ว ในเวลานั้นเรายินดีจ่าย 1.1 ล้านบาท เพราะเป็นราคาที่เหมาะสมในท้องตลาด หน้าที่ของเราคือแค่นั้น แต่เจ้าของจะไปทำอะไรกับตัวกลาง เราไม่ก้าวล่วง ไม่รับรู้ เราทำแบบนี้ในทุกกรณี
“ยืนยันเราทำทุกอย่างถูกต้อง แสนสิริอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ มีฝ่ายกฎหมายดูแล มันก้ำกึ่งมากกับการตีความนายหน้า ตัวกลาง กับนอมินี ซึ่งนายชูวิทย์ก็รู้การซื้อขายที่ดินวันนี้ มีนายหน้าเต็มไปหมด การที่เรารู้จักนายหน้า ไม่ใช่ว่าเขาเป็นนอมินีเรา” อุทัยยืนยัน
ในมุมผู้ซื้อแสนสิริเป็นบริษัทใหญ่ เมื่อซื้อของต้องเคลียร์ความเสี่ยงให้หมด ถึงนำเข้ามาในบริษัท ไม่ให้มีฟ้องร้อง คดีความ ไล่ที่ เอาคนออกจากพื้นที่ ยกเลิกสัญญา มันมีโพรเซสอยู่เต็มไปหมด นายหน้าหรือตัวกลางเก่งๆ จะทำพวกนี้ได้ดี เราอยากได้คนที่ทำเรื่องพวกนี้ เพื่อทำให้ได้ที่ดินสะอาดเรียบร้อยส่งมอบให้ลูกค้า ไม่ใช่อยู่ดีๆ มีฟ้องร้องเรา เป็นปัญหาตามไปถึงลูกค้า
ถามว่าการซื้อที่ดินแต่ละแปลงใช้เวลานานแค่ไหน “อุทัย” บอกว่า ใช้เวลา 2-3 เดือนศึกษาข้อมูล ขึ้นอยู่กับแต่ละดีลว่ามีความยากง่ายขนาดไหน ขณะที่ที่ดินบางแปลงต้องรวมเจ้าของที่ไม่รู้จักกันเป็น 10 คน เหมือนจับปูใส่กระด้ง จึงใช้เวลานานมาก นี่คือความสามารถพิเศษของนายหน้าและตัวกลาง
ด้านราคาซื้อขาย “อุทัย” แจกแจงเป็นตามความพอใจของผู้จะซื้อกับผู้จะขาย รวมถึงดูราคาตลาดด้วย แสนสิริอยู่ตลาดหลักทรัพย์ ต้องมีราคาตลาดมาเทียบเคียง ซึ่งการซื้อที่ดินในเวลานั้นๆ อาจจะสูงหรือต่ำกว่าราคาตลาดเล็กน้อย ถ้าได้นายหน้าที่เก่ง บางครั้งอาจจะต่ำกว่าตลาด แต่ไม่มีทางที่ได้ที่ดิน ตร.ว.ละ 1 ล้าน แต่ซื้อได้ในราคา 6 แสนบาท ฝันไปเถอะ ราคาตลาดไม่มีใครหลอกใครหรอก เป็นสิ่งที่คนทั่วไปยอมรับกันได้
อย่างไรก็ตาม “อุทัย” ยอมรับว่าจากชูวิทย์เอฟเฟ็กต์ ทำให้แสนสิริเสียชื่อเสียง ต้องอธิบายคน 108 ไม่ใช่แค่สื่อ ยังมีผู้ถือหุ้น นักวิเคราะห์ กองทุน โดยอธิบายเป็นการทำธุรกิจอสังหาฯ เมื่อซื้อที่ดินต้องผ่านตัวกลาง นายหน้า เพราะที่ดินแต่ละแปลงมีความวุ่นวาย สับสน ไม่ใช่ทำโครงการขาวสะอาดแล้วโอนให้ลูกค้าแล้วจบเลย
นอกจากนี้ คงทำให้แสนสิริซื้อที่ดินยากขึ้น เพราะเจ้าของที่ดินเริ่มกลัวที่จะขายให้ เชื่อว่าดีเวลลอปเปอร์ทุกคนเริ่มหนาวๆ ร้อนๆ เพราะทำวิธีนี้กันหมด มีใครที่ไม่ใช้นายหน้าบ้าง ใครจะไปรู้จักเจ้าของที่ดินทุกแปลง และเจ้าของที่ดินรู้ได้อย่างไงจะขายให้กับดีเวลลอปเปอร์โดยตรง ส่วนมากผ่านนายหน้าและตัวกลาง
“อุทัย” ย้ำชัดแสนสิริยังซื้อที่ดินราคาแพงในเมือง หากได้ทำเลที่ใช่ ในแต่ละปีมีแผนซื้อที่ดิน 40-50 แปลง เพื่อพัฒนาโครงการ 40-50 โครงการ โดยปี 2566 ตั้งงบซื้อที่ดิน 10,000-12,000 ล้านบาท ซื้อไปแล้ว 9,000 ล้านบาท ยังเหลือกว่า 1,000 ล้านบาท เพื่อซื้อที่ดินพัฒนาโครงการปี 2568 เพราะของปี 2567 ซื้อครบเกือบ 100% และหลังจากนี้คงต้องปรับการบริหารจัดการและวิธีการซื้อ แต่คงเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องใช้นายหน้า
ถามว่าเป็นวิกฤตของแสนสิริหรือไม่ “อุทัย” ยอมรับเป็นวิกฤตรูปแบบหนึ่งด้านการสื่อสารหรือการที่ถูกคนอื่นใส่ร้าย แสนสิริเป็นบริษัททำธุรกิจมานานเกือบ 40 ปี ผ่านวิกฤตมาหลายรอบ ผมอยู่แสนสิริมา 30 ปี ผ่านมาหมดแล้ว ครั้งนี้ถือเป็นวิกฤตแบบหนึ่งก็ต้องบริหารจัดการกันไป ที่ผ่านมาไม่เคยมีประเด็นนี้ แต่พอคุณเศรษฐา เป็นแคนดิเดตนายกฯ กลายเป็นเรื่องใหญ่ พยายามไปขุดคุ้ยใส่ความหาว่าเรามีหุ่นเชิด ล่าสุดไปโยงกับบริษัท อ่อนนุชแลนด์ ซึ่งเราไม่เกี่ยว เราแค่รับจ้างบริหารพื้นที่ ในนามบริษัท ทรัสต์ พร็อพเพอร์ตี้ ที่ผมเป็นผู้บริหาร
ท่ามกลางวิกฤตการเมืองปะทุ “ซีอีโอแสนสิริ” ยันสับเกียร์ห้าเดินหน้าครึ่งปีหลังเปิดตัว 39 โครงการใหม่ มูลค่า 56,700 ล้านบาท เป็นแนวราบ 23 โครงการ 35,900 ล้านบาท คอนโดมิเนียม 16 โครงการ 20,800 ล้านบาท เพื่อไปสู่หมุดหมายที่ประกาศเมื่อต้นปีลงทุน 52 โครงการ มูลค่า 75,000 ล้านบาท มียอดขาย 55,000 ล้านบาท และรายได้รวม 40,000 ล้านบาท ถ้าได้รัฐบาลที่ดีมาไดรฟ์เศรษฐกิจ จะทำให้แสนสิริมียอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์อย่างแน่นอน
“ผมมั่นใจในตัวของนายเศรษฐาจะบริหารประเทศได้ จากที่ทำงานร่วมกันมา 30 ปี ด้วยบุคลิกเป็นคนตรงไปตรงมา มีวิสัยทัศน์ เชื่อว่าพาประเทศฝ่าวิกฤตไปได้แน่ ดูจากผลงานที่ทำให้แสนสิริจาก ณ วันเริ่มต้นจนถึงวันนี้ มีรายได้ 30,000 กว่าล้านบาทต่อปี และทรัพย์สินกว่า 1 แสนล้านบาท” อุทัยกล่าวทิ้งท้าย
อย่างไรก็ตาม หาก “เศรษฐา” ไม่ผ่านการโหวตนายกฯ ทาง อภิชาติ จูตระกูลรักษาการซีอีโอได้บอกไว้แล้วว่า “แสนสิริพร้อมเปิดบ้านต้อนรับเสมอ”

