‘ธปท.’ เผย Q2/66 แบงก์พาณิชย์แข็งแกร่งกำไร 7.4 หมื่นล. รับอานิสงส์ดอกเบี้ยขาขึ้น
เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม น.ส.สุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สรุปภาพรวมธนาคารพาณิชย์ ไตรมาส 2 ปี 2566 ว่า ระบบธนาคารพาณิชย์มีความมั่นคงและมีเสถียรภาพ โดยมีเงินกองทุน เงินสำรอง และสภาพคล่องอยู่ในระดับสูง
โดยมีเงินกองทุนคิดเป็นอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS ratio) ที่ 19.5% เงินสำรอง โดยอัตราส่วนเงินสำรองที่มีต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL coverage ratio) อยู่ที่ 166.6% และอัตราส่วนสินทรัพย์สภาพคล่องเพื่อรองรับกระแสเงินสดที่อาจไหลออกในภาวะวิกฤต (Liquidity Coverage Ratio: LCR) อยู่ที่ 186.2%
ทั้งนี้ ภาพรวมการเติบโตของสินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ในไตรมาส 2/2566 หดตัวเล็กน้อยที่ 0.4% จากไตรมาสก่อนที่ขยายตัวอยู่ที่ 1.3% จากการทยอยชำระคืนหนี้ของภาคธุรกิจหลังเร่งขยายตัวต่อเนื่องเพื่อเสริมสภาพคล่องในช่วงโควิด โดยเฉพาะสินเชื่อตาม พ.ร.ก. soft loan ที่ทยอยครบกำหนดตั้งแต่ เมษายน 2565-เมษายน 2566
อีกส่วนหนึ่งเป็นการโอนพอร์ตสินเชื่อไปยังบริษัทลูกในกลุ่มตามแผนการปรับโครงสร้างกลุ่มธุรกิจของธนาคารพาณิชย์บางแห่ง หากบวกกลับส่วนที่โอนออก สินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ยังขยายตัว 0.4% อย่างไรก็ดี การปล่อยสินเชื่อใหม่ยังปรับเพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม สินเชื่อยังขยายตัวได้จากธุรกิจขนาดใหญ่กลุ่มโฮลดิ้ง โดยอัตราการขยายตัวของสินเชื่อแยกพอร์ตสินเชื่อ แบ่งเป็นสินเชื่อธุรกิจ หดตัวที่ 1.5% แยกเป็นสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ (วงเงินสินเชื่อมากกว่า 500 ล้านบาท) ขยายตัว 1.1% และสินเชื่อกลุ่มรายย่อย (วงเงินสินเชื่อมากกว่า 500 ล้านบาท) หดตัวที่ 5.6% ขณะที่สินเชื่ออุปโภคบริโภค ขยายตัวอยู่ที่ 1.9% แบ่งเป็นสินเชื่อส่วนบุคคล 9.5% สินเชื่อที่อยู่อาศัย 2.8% สินเชื่อบัตรเครดิต 4.4% และสินเชื่อรถยนต์ 1.6%
โดยธนาคารพาณิชย์บริหารจัดการคุณภาพหนี้และให้ความช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่องด้วยการปรับโครงสร้างหนี้ ส่งผลให้ยอดคงค้างสินเชื่อด้อยคุณภาพ (เอ็นพีแอล หรือ stage 3) ไตรมาส 2/2566 ลดลงมาอยู่ที่ 4.92 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนเอ็นพีแอลต่อสินเชื่อรวมที่ 2.67% โดยสินเชื่อธุรกิจทรงตัวที่ 2.65% แบ่งเป็นสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ 1.22% และสินเชื่อกลุ่มรายย่อย อยู่ที่ 6.67%
ด้านสินเชื่ออุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 2.71% จาก 2.68% แบ่งเป็นสินเชื่อที่อยู่อาศัยทรงตัวอยู่ที่ 3.16% สินเชื่อบัตรเครดิต หดตัวที่ 2.89% จาก 3.11% สินเชื่อส่วนบุคคล หดตัวที่ 2.32% จาก 2.33% และสินเชื่อรถยนต์ 2.05% เพิ่มขึ้นจาก 1.89%
“ขณะที่สัดส่วนสินเชื่อที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของความเสี่ยงด้านเครดิตต่อสินเชื่อรวม (SICR หรือ stage 2) ไตรมาส 2/2566 อยู่ที่ 6.08% ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนที่อยู่ที่ 6.00%”น.ส.สุวรรณีกล่าว
น.ส.สุวรรณี กล่าวว่า สำหรับผลการดำเนินงานธนาคารพาณิชย์ไตรมาส 2/2566 ปรับดีขึ้นจากระยะเดียวกันปีก่อน โดยกำไรสุทธิอยู่ที่ 7.4 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนที่ 24.7% เป็นผลจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่เพิ่มขึ้น และจากรายได้เงินปันผลตามปัจจัยฤดูกาล แม้ต้นทุนทางการเงินปรับเพิ่มขึ้นจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินรับฝาก และ FIDF Fee กลับสู่ระดับปกติ
รวมถึงค่าใช้จ่ายดำเนินงานและค่าใช้จ่ายสำรองที่เพิ่มขึ้น แต่ยังมีกำไรสุทธิอยู่ในเกณฑ์ดี ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์เฉลี่ย (ROA) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1.26% จากไตรมาสก่อนที่ 1% ขณะที่อัตราส่วนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิต่อสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ดอกเบี้ยเฉลี่ย (NIM) เพิ่มขึ้นที่ 2.95% จากไตรมาสก่อนที่ 2.77%
อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามความสามารถในการชำระหนี้ของ SMEs และครัวเรือนบางกลุ่มที่ยังมีฐานะการเงินเปราะบางจากภาระหนี้ที่สูงขึ้นและรายได้ที่ฟื้นตัวช้า โดยสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีไตรมาส 1/2566 ลดลงเล็กน้อยตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ขณะที่ภาคธุรกิจมีสัดส่วนหนี้สินต่อจีดีพีปรับลดลงต่อเนื่อง และความสามารถในการทำกำไรปรับดีขึ้นเล็กน้อยจากภาคการผลิต โดยต้องติดตามความเสี่ยงจากภาคการส่งออกที่ชะลอลงตามเศรษฐกิจโลก ภาคการท่องเที่ยวที่ต้องมีการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง และภาคก่อสร้างที่ต้องติดตามนโยบายของภาครัฐ
ทั้งนี้ สถาบันการเงินยังให้ความช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างหนี้ให้สอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ของกลุ่มเปราะบาง แม้มาตรการแก้หนี้ระยะยาวในช่วงโควิดจะสิ้นสุดในสิ้นปี 2566 ลูกหนี้ที่มีปัญหายังสามารถปรับโครงสร้างหนี้ได้อย่างต่อเนื่อง ส่วนที่สิ้นสุดเป็นเรื่องการผ่อนปรนหลักเกณฑ์กำกับดูแลเพื่อลดต้นทุนให้กับสถาบันการเงินเท่านั้น
นอกจากนี้ ธปท. จะเร่งออกมาตรการเพื่อแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน ซึ่งจะทำอย่างครบวงจรและถูกหลักการ ไม่เพิ่มภาระลูกหนี้ในระยะยาว โดยมาตรการที่จะบังคับใช้ในปี 2567 คือ การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (responsible lending) ที่รวมถึงการดูแลหนี้เรื้อรัง (persistent debt) ตลอดจนมาตรการอื่น ๆ ที่ ธปท. จะดำเนินการในระยะต่อไป ทั้งการกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามความเสี่ยงของลูกหนี้ (risk-based pricing: RBP) และการกำหนดภาระหนี้ต่อรายได้ (debt service ratio: DSR)
“ซึ่งทั้ง 3 มาตรการจะช่วยเสริมกันในการปรับพฤติกรรมของทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ตลอดวงจรหนี้ เพื่อช่วยแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยให้ลดลงสู่ระดับที่ยั่งยืน ซึ่งจำเป็นต้องใช้เวลา อาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และคำนึงถึงผลกระทบอย่างรอบด้าน”น.ส.สุวรรณีกล่าว

