หน้าแรก เศรษฐกิจ ธุรกิจเอสเอ็ม...

ธุรกิจเอสเอ็มอี ยินดี ‘เศรษฐา’ นั่งนายกฯ หวังครม.ใหม่ครบ 5 คุณสมบัติ ย้ำเรื่องแก้ไขด่วน เร่งฟื้นศก.ฐานราก

23.08.23 | 11:49 น.

ธุรกิจเอสเอ็มอี ยินดี “เศรษฐา” นั่งนายกฯ หวัง ครม.ใหม่ครบ 5 คุณสมบัติ ย้ำ 5 เรื่องแก้ไขด่วน เร่ง ‘ฟื้น ศก.ฐานราก’ มากสุด

นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยกับมติชนว่า สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ขอแสดงความยินดีด้วยกับนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี คนที่ 30 ของประเทศไทย ที่มาจากกระบวนการตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งธุรกิจเอสเอ็มอี มีความคาดหวังการสรรหา คณะรัฐมนตรี (ครม.) และทีมเศรษฐกิจที่ตอบสนองต่อการแก้ไขปัญหาและดำเนินการนโยบายเชิงรุกในการพัฒนาประเทศทุกมิติ ได้แก่

1. มีความเป็นผู้นำ การเปลี่ยนแปลงที่ทันต่อสถานการณ์เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมโลก

2. ความสามารถที่ใช้นวัตกรรมในการออกแบบนโยบาย มาตรการ “ไม่เน้นกระตุ้นเศรษฐกิจที่แจกเงิน แต่มุ่งเน้นเศรษฐกิจสร้างสรรค์” บ่มเพาะผู้ประกอบการนำภูมิปัญญากระจายโอกาส กระจายรายได้จากการพัฒนาผู้ประกอบการทุกระดับอย่างยั่งยืนควบคู่ไปด้วยกัน

3. มีสมรรถนะ ขีดความสามารถ การบริหารความเสี่ยง กลยุทธ์ในการสร้างรายได้ให้กับประเทศและบริหารงบประมาณที่มีอย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับเศรษฐกิจฐานราก

Advertisement

4. สร้างการมีส่วนร่วม แสวงหาความร่วมมือกับทุกภาคส่วน และคำนึงถึงผลกระทบอย่างรอบด้านในแต่ละมาตรการที่จะกระทบต่อระบบนิเวศน์เศรษฐกิจฐานราก

5. มีธรรมาภิบาลในการบริหารนโยบาย มาตรการที่ขับเคลื่อนประเทศไปด้วยความซื่อสัตย์ โปร่งใส ตรวจสอบได้

นายแสงชัยระบุว่า สิ่งสำคัญของรัฐบาลใหม่ที่ต้องเร่งดำเนินการและภาคเศรษฐกิจฐานรากหวังเห็นการเปลี่ยนแปลงที่จะทำให้ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมและการศึกษา เพิ่มโอกาสเข้าถึงมาตรการดีๆ ที่เป็นประโยชน์ของภาครัฐ ซึ่งก่อนหน้านี้สมาพันธ์เอสเอ็มอี มีประเด็น 5 เรื่องด่วน คือ

1. การฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานราก กระจายรายได้สู่ท้องถิ่น ทั้งการขยายสัดส่วน GDP SME ที่ลงลึกถึงสัดส่วน GDP ผู้ประกอบการรายย่อยที่มีเพียง 3% ของ GDP ทั้งประเทศ แต่มีสัดส่วนผู้ประกอบการรายย่อยถึง 85% ประมาณ 2.7 ล้านราย จ้างงานกว่า 5 ล้านคน โดยนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจขับเคลื่อนประเทศต้องมีแผนและการสื่อสารสร้างความเข้าใจ สร้างการมีส่วนร่วมกับภาคเอกชนอย่างชัดเจน อาทิ Digital wallet แรงงานขั้นต่ำ 600 บาทต่อวัน ภายในปี 2570 และเงินเดือนปริญญาตรี 25,000 บาท

ต้องมีการออกแบบกำหนดเป้าหมาย วัตถุประสงค์ กระบวนการ ผลลัพธ์ ผู้มีส่วนร่วมเกี่ยวทุกภาคส่วนรับฟังอย่างรอบด้านและสร้างกลไกที่จะไม่ก่อให้เกิดผลกับภาคเศรษฐกิจฐานราก เตรียมความพร้อมรองรับด้านผลิตภาพแรงงาน ขีดความสามารถผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เกษตรกร วิสาหกิจชุมชนที่จะเผชิญหน้ากับอุปสรรค ปัญหาที่จะเกิดขึ้น ทั้งด้านการค้า การลงทุน การส่งออก การท่องเที่ยว และขีดความสามารถในการแข่งขันกับนานาประเทศ เป็นต้น

2. การเข้าถึงแหล่งเงินทุนต้นทุนต่ำ และการแก้ปัญหาคุณภาพหนี้ครัวเรือน หนี้เสีย และหนี้นอกระบบ ที่ทวีความรุนแรงมาเป็นลำดับ โดยสิ่งที่ต้องมีการทบทวน อาทิ การจัดชั้น NPLs ทั่วไปและรหัส 21 ควรกำหนดวงเงินหนี้ จัดประเภทขนาดธุรกิจ เพื่อให้เหมาะสมกับการบริหารจัดการในคำปรึกษาแนะนำช่วยเหลือ อาทิ NPLs วงเงินรวมไม่เกินวงเงิน 100,000 ที่เป็นรายย่อย ต้องมีกระบวนการในการให้ความช่วยเหลือให้โอกาสฟื้นฟูต่างจาก NPLs 1-10 ล้านบาท หรือ วงเงินมากกว่านั้น เป็นต้น เพื่อไม่ให้ผู้ที่เป็น NPLs และต้องการฟื้นฟูถูกติดเครดิตบูโรระยะเวลาเท่ากัน และหรือ มาตรการในการจัดชั้น

การให้คำปรึกษาหาทางออกอย่างเป็นระบบ ติดตาม ประเมินผล และพัฒนาต่อเนื่อง ส่งไม้ต่อไปยังหน่วยงานกลไกบ่มเพาะ สิทธิประโยชน์ต่างๆที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยอาจมีกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเอสเอ็มอีไทย แก้ไขปัญหาเอสเอ็มอี NPLs รหัส 21 โดยแบ่งกลุ่มรายย่อย รายย่อม รายกลาง ให้มีความชัดเจนในการพิจารณา ประเมิน และช่วยการถอดบทเรียน ออกแบบแผนธุรกิจ Restart ที่เหมาะสมกับสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันและอนาคต ทั้งด้านความเป็นผู้ประกอบการ การตลาด บัญชีการเงิน การผลิต มาตรฐาน นวัตกรรม ความสร้างสรรค์ ดิจิทัลเทคโนโลยี

ขณะที่หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องทั้ง ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า ต้องแก้ไขปัญหาดอกเบี้ยที่เป็นธรรมกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยเฉพาะรายย่อย และแรงงานประชาชนทั่วไป ที่มีช่องว่างอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก กับ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ รวมถึงการประเมินความเสี่ยงให้เกิดความโปร่งใสกับผู้เป็นลูกค้าของสถาบันการเงินต่างๆ รวมทั้ง Non Bank ด้วย

3. การลดต้นทุนพลังงานไฟฟ้า น้ำมัน ก๊าซอย่างเป็นระบบที่สะท้อนความเป็นธรรมกลไกราคาต้นทุน ราคาขายที่เหมาะสมกับภาคประชาชน ผู้ประกอบการ รวมทั้งส่งเสริมเศรษฐกิจพึ่งพาตนเอง ลดการนำเข้า สร้าง ส่งเสริม สนับสนุนเอสเอ็มอีผลิตสินค้าและบริการทดแทนนำเข้า โดยออกแบบมาตรการส่งเสริมการลงทุน SME ที่เป็นประโยชน์และเข้าถึงได้อย่างแท้จริง

ทั้งการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ลดต้นทุนไฟฟ้า การเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ปรับปรุงเครื่องจักรสมัยใหม่ ในกลุ่มธุรกิจภาคอุตสาหกรรมการผลิต อุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการ เป็นต้น และสนับสนุน Solar cell ที่ผลิตในประเทศไทย โดยภาครัฐจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอต่อความต้องการ ลดการใช้พลังงานไฟฟ้าฟอสซิลโดยรวมของประเทศ และหากส่งเสริมในภาคประชาชนเพิ่มเติมขึ้นจะทำให้การใช้พลังงานสีเขียวขยายตัวอย่างรวดเร็ว

4. การยกระดับขีดความสามารถผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและภาคแรงงาน เพื่อเพิ่มผลิตภาพแรงงานและเศรษฐกิจ ให้สะท้อนการยกระดับค่าจ้างที่เป็นธรรมตามผลิตภาพทั้งแรงงานและผู้ประกอบการ โดยเสนอให้ทำ Digital Workforce Credit Scoring Platform เพื่อให้นักศึกษา บัณฑิต แรงงานในและนอกระบบ เชื่อมโยงผู้ประกอบการที่ต้องหาแรงงาน และเชื่อมโยงหน่วยบ่มเพาะ เพิ่มทักษะ สมรรถนะ ขีดความสามารถของภาครัฐ และภาคส่วนต่างๆที่จะเป็นประโยชน์กับการพัฒนากำลังคน Upskill-Reskill ในรูปแบบ Lifelong learning เป็นต้น

5. การแก้ไขปัญหากฎหมาย กฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค ลดความเหลื่อมล้ำ กระจายโอกาสให้เอสเอ็มอี และลดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น อาทิ การสร้างความตระหนักรู้ เข้าใจใช้ประโยชน์ เข้าถึง Carbon credit Market ภาคประชาชน และเอสเอ็มอีที่ต้องเร่งปรับตัว ปรับธุรกิจให้ทันกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกที่มาอย่างรวดเร็ว โดยไม่ทำให้โอกาสกลายเป็นอุปสรรค หรือ มาตรการกีดกันทางการค้าไป