ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 34.94 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้น”
เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 34.94 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นจากระดับปิดวันก่อนหน้า ที่ระดับ 35.06 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 34.75-35.05 บาทต่อดอลลาร์
โดยในช่วงคืนก่อนหน้า ค่าเงินบาทผันผวนพอสมควร (แกว่งตัวในช่วง 34.90-35.13 บาทต่อดอลลาร์) โดยเงินบาทมีจังหวะอ่อนค่าลงต่อเนื่อง ตามการอ่อนค่าลงของบรรดาสกุลเงินฝั่งยุโรป ทั้ง เงินปอนด์อังกฤษ (GBP) และเงินยูโร (EUR) จากรายงานข้อมูลดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการของฝั่งยุโรปที่ออกมาแย่กว่าคาด
อย่างไรก็ดี เงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง หลังเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง พร้อมกับการรีบาวด์ขึ้นต่อเนื่องของราคาทองคำ จากรายงานดัชนี PMI ของสหรัฐฯ ที่ออกมาแย่กว่าคาดเช่นกัน ซึ่งรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่แย่กว่าคาดดังกล่าว ก็ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดโอกาสธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ขึ้นดอกเบี้ยต่อและโอกาสเฟดคงดอกเบี้ยที่ระดับสูงได้นานลงบ้าง
นายพูนกล่าวว่า สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาท โมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทกลับมาชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะหลังจากที่เงินดอลลาร์พลิกกลับมาอ่อนค่าลงต่อเนื่อง จากรายงานดัชนี PMI สหรัฐฯ ที่แย่กว่าคาด และที่น่าสนใจ คือ ในจังหวะที่เงินดอลลาร์แข็งค่าต่อเนื่อง (ดัชนี DXY ใกล้แตะระดับ 104 จุด) แต่เงินบาทกลับไม่ได้อ่อนค่าไปมากนักและยังคงติดอยู่ในโซนแนวต้าน 35.20 บาทต่อดอลลาร์ ที่ได้ประเมินไว้ สะท้อนว่า ผู้เล่นในตลาดอาจรอจังหวะทยอยเพิ่มสถานะ Long THB หรือรอจังหวะเงินบาทอ่อนค่าในการทยอยขายเงินดอลลาร์
อย่างไรก็ดี แม้ว่าการจัดตั้งรัฐบาลผสมจะเสร็จสิ้นลง แต่ยังไม่เห็นการกลับเข้ามาซื้อหุ้นไทยที่ชัดเจนของนักลงทุนต่างชาติ โดยมีเพียงแรงซื้อบอนด์ระยะสั้น (ซึ่งอาจเกี่ยวกับสถานะ Long THB) ที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ยังคงต้องติดตามว่า นักลงทุนต่างชาติจะกลับเข้ามาซื้อหุ้นไทยต่อเนื่องได้หรือไม่
นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดอาจรอประเมินทิศทางนโยบายการเงินเฟด จากถ้อยแถลงของประธานเฟดในงานสัมมนาวิชาการ ที่ Jackson Hole ก่อนที่จะปรับสถานะถือครองที่ชัดเจนขึ้นได้ ซึ่งมุมมองดังกล่าว อาจทำให้เงินบาทอาจทยอยแข็งค่าขึ้นได้บ้าง แต่มีแนวโน้มที่จะติดโซนแนวรับแถว 34.75-34.80 บาทต่อดอลลาร์ (ยกเว้นว่าจะเห็นฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติไหลเข้าหุ้นไทยชัดเจน) ส่วนแนวต้านของเงินบาทก็ยังคงเป็นโซน 35.00-35.15 บาทต่อดอลลาร์
“ในช่วงนี้ ทุกสินทรัพย์ยังอยู่ในช่วงเผชิญความผันผวนสูง จากทั้งความไม่แน่นอนของทิศทางนโยบายการเงิน ความกังวลแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ทำให้เราคงคำแนะนำว่า ผู้ประกอบการควรใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย อาทิ Option เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน”นายพูนกล่าว
นายพูนกล่าวว่า สำหรับวันนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามผลการประชุมของธนาคารกลางฝั่งเอเชีย ทั้งธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) และ ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) โดยนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ต่างมองว่า BOK และ BI มีโอกาสที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50% และ 5.75% ตามลำดับ หลังอัตราเงินเฟ้อของทั้งสองประเทศมีแนวโน้มชะลอลงเข้าใกล้ระดับเป้าหมายของธนาคารกลาง ขณะเดียวกันแนวโน้มเศรษฐกิจก็เริ่มมีการชะลอตัวลงบ้าง ตามผลกระทบของการขึ้นดอกเบี้ยในช่วงที่ผ่านมา
“และในฝั่งสหรัฐฯ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ อย่าง ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) เพื่อประเมินภาวะตลาดแรงงานและแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด”นายพูน กล่าว

