คนแห่ศัลยกรรม‘บางมด’ทุ่ม 3 พันล้าน ผุดโรงพยาบาลครบวงจร ระดับอัลตร้าลักชัวรี่แห่งแรก
ย่างเข้าสู่ปีที่ 35 แล้ว “โรงพยาบาลบางมด” ที่ปักหลักบนถนนพระราม 2 มาอย่างยาวนานกว่า 3 ทศวรรษ
มี นายแพทย์สุรสิทธิ์ อัศดามงคล ผู้ก่อตั้งและลูกๆ นายแพทย์ธนัญชัย อัศดามงคล แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมตกแต่งและผู้อำนวยการศูนย์ศัลยกรรมความงาม และนายแพทย์เทวเดช อัศดามงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลบางมด ขับเคลื่อนแผนธุรกิจให้เติบโต
“แรกเริ่มมาจากการเป็นแพทย์ชนบทที่ได้มาเปิดคลินิกเล็กๆ บนถนนพระราม2 ย่านบางมด แต่เดิมถนนเส้นนี้ไม่มีโรงพยาบาลเลย มีเรามาตั้งเป็นโรงพยาบาลแรก ซึ่งถนนธนบุรี-ปากท่อเป็นถนนที่มีอุบัติเหตุมากที่สุด ได้ทำเคสอุบัติเหตุเยอะมาก เลยคิดว่าควรไปเรียนต่อเฉพาะทางด้านศัลยกรรมตกแต่ง เพื่อที่จะได้ช่วยคนไข้ที่มีอยู่มากให้เขากลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดี”นายแพทย์สุรสิทธิ์ อัศดามงคล ประธานกรรมการบริหาร โรงพยาบาลบางมดกล่าว
พร้อมขยายความว่า สมัยก่อนเรื่องของการทำศัลยกรรมยังไม่ได้รับความนิยมมากนัก รวมถึงการศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าและส่วนต่างๆ ของร่างกายเพื่อเสริมบุคลิกภาพและความมั่นใจ จนคนไข้เพิ่มขึ้นจึงมีการขยายเป็นโรงพยาบาลขนาด 50 เตียงเมื่อปี 2526 และขยายเป็น 100 เตียง 400 เตียง จนถึงวันนี้เป็น 35 ปีแล้วและปัจจุบันเร่งเดินหน้าขยายธุรกิจโรงพยาบาลเสริมความงามแบบครบวงจรอย่างแข็งแกร่ง พร้อมชูจุดยืนศัลยกรรมหลักล้านที่แรกในไทย ภายใต้ชื่อ Bangmod Aesthetic & Wellness Hospital โดยเจาะกลุ่มลูกค้าและมุ่งบริการศัลยกรรมแบบอัลตร้าลักชัวรี่ครบวงจรแห่งแรก

“ปัจจุบันตลาดศัลยกรรมความงามกำลังมาแรง แข่งขันสูง มีอัตราการเติบโตขึ้นทุกปีเฉลี่ย 10-15% ต่อปี มีมูลค่าตลาดรวม 2.5-3 หมื่นล้านบาท แยกเป็นกลุ่มธุรกิจโรงพยาบาลศัลยกรรมความงามมากกว่า 1 หมื่นล้านบาท ที่เหลือเป็นคลีนิกและมีคนไข้ชาวไทยและต่างชาติมาใช้บริการมากขึ้น ทำให้บางมดเห็นโอกาสตลาดจึงได้เดินหน้าขยายธุรกิจศัลยกรรมเพิ่มเติม โดยลงทุน 3,000 ล้านบาท ก่อสร้างโรงพยาบาลศัลยกรรมแบบครบวงจร”นายแพทย์ธนัญชัย กล่าวเสริมผู้เป็นพ่อ
สำหรับ Bangmod Aesthetic & Wellness Hospital ที่กำลังเร่งเครื่องก่อสร้างนั้น “ทายาทโรงพยาบาลบางมด” อธิบายว่าเป็นอาคาร 6 ชั้น เตียง มีจำนวน 30 เตียง แต่สามารถรองรับได้ถึง 50 เตียง จะเปิดให้บริการได้ภายในปี 2568 มีบริการการทำศัลยกรรมความงามแบบอัลตร้าลักชัวรี่
ศัลยกรรมได้ทั้งตัวตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
“เราตั้งเป้าปี 2568 จะมีรายได้เพิ่มเป็น 1,000 ล้านบาท จากปี 2566 ที่รายได้เฉพาะศัลยกรรมความงามเราคาดว่ามีรายได้อยู่ที่ 600-700 ล้านบาท และมีลูกค้ามาใช้บริการมากกว่าเพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน 3,800 รายต่อปี เป็นมากกว่า 5,000-6,000 รายต่อปี โดยสัดส่วนลูกค้าปัจจุบันเป็นคนไทย 60% ต่างชาติ 40% ซึ่งต่างชาติเพิ่มขึ้นมาก และตลาดใหญ่เป็นจีน ยุโรป อเมริกา ออสเตรเลีย เยอรมัน ญี่ปุ่น”นายแพทย์ธนัญชัยย้ำ

ไม่เพียงเท่านั้น “นายแพทย์ธนัญชัย” ยังเปิดเทรนด์ 5 อันดับแรกที่คนไข้มาใช้บริการมากสุด คือ ศัลยกรรมรอบดวงตา ศัลยกรรมหน้าอก เสริมสะโพกดูดฉีดไขมันเพื่อลดความอ้วน และ ศัลยกรรมหน้าท้อง ส่วนเทรนด์ศัลยกรรมความงามในกลุ่มคนไข้ชาวไทย คือ การดึงยกกระชับใบหน้าเป็นหลัก ซึ่งบางมดมีจุดแข็งด้านเทคนิคเฉพาะทาง ทำให้”แผลเล็ก เจ็บน้อย หายเร็ว และดูเป็นธรรมชาติ”จึงทำให้ลูกค้านิยมมาใช้บริการที่บางมด
พร้อมย้ำว่าด้วยบางมดมีเทคนิคใหม่เรื่องการดึงหน้าเรียกว่า Modern facelift พัฒนามาจากการศัลยกรรมดึงหน้าแบบเดิมที่เพิ่มเทคนิคการเย็บที่ชั้น SMAS มากขึ้น ถึง 3 เทคนิคทำให้ผลลัพธ์ของการดึงหน้าดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น และแยกส่วนทำได้ ราคาถูกลง ทำให้เป็นที่นิยม และลูกค้าปัจจุบันเริ่มมีอายุเด็กลงอยู่ที่ 40 ปี เดิมจะเป็นคนอายุ 50 ปี อีกทั้งใช้เวลาไม่นานประมาณ 3-4 ชั่วโมงเท่านั้น ยังมีเทคนิคพิเศษสำหรับการเสริมหน้าอกชื่อว่า Modern Breast เป็นการเสริมหน้าอกแบบเฉพาะด้วยเทคนิค Triple Plane ร่วมกับเทคนิคส่องกล้องทำให้เป็นธรรมชาติมากขึ้น
“หลังเปิดบริการโรงพยาบาลแห่งใหม่ในปี 2568 แล้ว ถัดจากนั้นภายใน 3-4 ปี เราจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ พร้อมกับหาโอกาสขยายการลงทุนเพิ่มทั้งกรุงเทพและต่างจังหวัด เช่น เปิดคลีนิก เรามีนำร่องแล้วที่สุขุมวิท ชื่อ เดอะลักซ์ คลินิก บาย บางมด ”นายแพทย์ธนัญชัยประกาศ
ขณะที่ “นายแพทย์เทวเดช” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลบางมด กล่าวว่า ปัจจุบันโรงพยาบาลมีรายได้ 500 ล้านบาทต่อปี(ไม่รวมศัยยกรรมความงาม) ไม่เพียงแต่จะให้บริการด้านศัลยกรรมที่โดดเด่นแล้วนั้น ยัง เป็นโรงพยาบาลทั่วไป เช่น สูตินรีเวช ศัลยกรรมกระดูก ศัลยกรรมทั่วไป กุมารเวช 24 ชม. อายุรกรรม ตลอดจนนวัตกรรมผ่าตัดมดลูกผ่านช่องคลอด แบบไร้แผล บริการอุบัติเหตุ ฉุกเฉิน ตลอด 24 ชม. รวมถึงเคสศัลยกรรมกระดูก เช่น อุบัติเหตุจราจร
การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม การผ่าตัดเส้นเอ็นไขว้หน้าขาด การผ่าตัดแก้ไขนิ้วล๊อก ด้วยวิธีสะกิด ไม่ต้องผ่าตัด เริ่มต้นเพียง 6,999 บาท ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล เป็นต้น อีกทั้งมีหน่วยโฮมเฮทธ์แคร์บริการถึงบ้านที่อยู่รอบๆโรงพยาบาล ในอนาคตจะเพิ่มนวัตกรรมการรักษามากขึ้น เช่น การผ่าตัด
“โอกาสครบรอบ 35 ปีนี้ได้ปรับเปลี่ยนสิทธิการดูแลผู้ป่วยทั้งสิทธิประกันทั่วไป กรณีผู้ป่วยไม่สบาย ต้องรับการแอดมิด หากวงเงินค่านอนโรงพยาบาลไม่พอ มีแคมเปญลุ้นโชค โดยจะช่วยจ่ายค่าห้องส่วนเกิน 50-100%” นายแพทย์เทวเดช ทิ้งท้าย


