หน้าแรก เศรษฐกิจ จับตากนง.ขานร...

จับตากนง.ขานรับดอกเบี้ยปีระกา เฟดส่งซิก…ห่วงเงินไหลออก-ต้นทุนพุ่ง

3.01.17 | 13:38 น.

นับตั้งแต่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้ยุติมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน (คิวอี) ในช่วงปลายปี 2557 ตลาดต่างจับตาการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด เพราะจะส่งผลต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของประเทศอื่นในระยะต่อไป ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ยังชะลอตัว โดยเฟดได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% เมื่อปลายปี 2558 ถือเป็นการปรับขึ้นครั้งแรกในรอบ 10 ปี ทำให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 0.25-0.50% และได้ส่งสัญญาณว่าปี 2559 อาจจะปรับขึ้นดอกเบี้ยถึง 4 ครั้ง

จากทั้งภาวะเศรษฐกิจในประเทศและความผันผวนทั้งเศรษฐกิจและการเมืองของโลก โอกาสที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดลดลง ซึ่งสุดท้ายก็ขึ้นได้เพียงครั้งเดียวอีก 0.25% เมื่อกลางเดือนธันวาคม 2559 ทำให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 0.50-0.75% และได้ส่งสัญญาณกับตลาดว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยขึ้นมาต่อเนื่อง ซึ่งในปี 2560 เฟดส่งสัญญาณว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 3 ครั้ง ส่วนภาพตลาดเงินตลาดทุนไทย หลังจากนี้จะเป็นอย่างไร มติชนได้รวบรวมความเห็นจากนักวิเคราะห์เศรษฐกิจ ดังนี้

หวั่นต้นทุนการเงินเพิ่ม

หลังจากที่เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐปรับขึ้นทันที เพราะนักลงทุนในสหรัฐขายพันธบัตรเพื่อนำไปลงทุนในตลาดหุ้น เช่นเดียวกับนักลงทุนทั่วโลกที่หันกลับไปลงทุนฝั่งสหรัฐมากขึ้น ตามแนวโน้มเศรษฐกิจที่ปรับดีขึ้น นายจิติพล พฤกษาเมธานันท์ รองผู้อำนวยการศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจธนาคารธหารไทย (ทีเอ็มบี อนาไลติกส์) ระบุว่า หากเปรียบเทียบผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวสหรัฐที่ปรับดีขึ้น และมีส่วนต่างไม่มากนักเมื่อเทียบกับผลตอบแทนพันธบัตรในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ แต่สาเหตุที่มีการขายพันธบัตรในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ เป็นผลจากนักลงทุนประเมินว่าค่าเงินตลาดเกิดใหม่จะอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ จึงไม่คุ้มที่จะถือสินทรัพย์ ส่งผลให้ผลตอบแทนพันธบัตรตลาดเกิดใหม่ รวมทั้งผลตอบแทนพันธบัตรไทยปรับขึ้น

นายจิติพลยังระบุว่า ก่อนหน้านี้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรก็ต่ำ ทำให้บริษัทเอกชนต่างๆแทนที่จะมากู้เงินจากธนาคาร เลือกออกตราสารหนี้แทน เพราะได้อัตราดอกเบี้ยที่ถูกกว่า ดอกเบี้ยตราสารหนี้ของเอกชนที่ได้เรทติ้ง A อยู่ใกล้เคียง 3% ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น คือ ขณะนี้กำลังจะเริ่มมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้น เอกชนเริ่มลงทุนระยะยาวตามแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล แต่ดอกเบี้ยระยะยาวที่เพิ่มขึ้นทำให้ภาระจ่ายดอกเบี้ยมากขึ้น หากจะเปลี่ยนมากู้ระยะสั้นก็ทำไม่ได้ เพราจะต้องจ่ายคืนหนี้เร็ว ซึ่งในภาวะที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว กำลังซื้อของประชาชนไม่เติบโตเร็ว โอกาสที่บริษัทเอกชนจะหารายได้มาจ่ายคืนหนี้มีความเสี่ยง โดยเฉพาะก่อนหน้านี้ภาคอสังหาริมทรัพย์มีการออกตราสารหนี้ เพื่อลงทุนโครงการ ถ้าขายไม่ออกจะเริ่มลำบากเพราะไม่มีเงินจ่ายคืนหนี้ มีความเสี่ยงฟองสบู่ได้

Advertisement

นายจิติพลมองว่า จะยังมีเงินทุนที่เข้ามาลงทุนหาผลตอบแทนในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ไหลกลับออกไปลงทุนสหรัฐอีก ทำให้ค่าเงินตลาดเกิดใหม่และไทย มีโอกาสที่จะอ่อนค่าลง ซึ่งทำให้อาจจะเห็นค่าเงินบาท ในครึ่งแรกของปีอ่อนตัวไปมากที่สุดแตะระดับ 36.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐได้ จากสิ้นปี 2559 ที่ราว 35.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ สำหรับไทยค่าเงินบาทอ่อนค่าน้อยกว่าประเทศอื่น เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์

ส่วนนโยบายการเงินของไทย คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.50% ตลอดทั้งปี แต่หากเฟดปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นได้ตามการส่งสัญญาณ อาจจะมีกระแสเงินทุนไหลออกรุนแรงและรวดเร็ว ดัชนีตลาดหุ้นตกลงรุนแรง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลพุ่งสูงจนบริษัทเอกชนมีปัญหาได้ กรณีนี้ก็ต้องติดตามว่า กนง.จะมีการดำเนินนโยบายการเงินอย่างไร

หุ้นเริ่มซื้อขายราคาพื้นฐาน

ฝั่งตลาดหุ้นไทยในปี 2560 นายมงคล พ่วงเภตรา ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ กลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด วิเคราะห์ว่า หุ้นไทยจะเริ่มกลับมาซื้อขายด้วยราคาพื้นฐานอีกครั้ง หลังจาก 10 ปีที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากการเมืองมาโดยตลอด

?หุ้น 10 ปีที่ผ่านมาราคาบางตัวบิดเบือนและไม่ใช่ของจริง ได้รับผลกระทบจากจิตวิทยาการเมืองกดดันทำให้หุ้นขึ้นไม่ได้ ขึ้นได้ระยะเดียวก็จะถูกแรงกดดันด้านการเมืองทำให้ราคาลดลง กองทุนบางประเภทไม่สามารถเข้ามาซื้อหุ้นไทยได้ เพราะติดปัญหาเรื่องการเมืองไทย แต่ต่อจากนี้หลังจากมีการเลือกตั้ง ตลาดหุ้นจะถูกขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ เพราะการเมืองจะมีเสถียรภาพมากขึ้น?

จับตากลางปีปรับดบ.โยบาย

หากย้อนกลับไปในปี 2559 ถือเป็นปีที่ตลาดหุ้นไทยค่อนข้างดี ดัชนีปรับขึ้นมาเกือบ 20% หรือขึ้นมากว่า 300-400 จุด ทำให้ในปี 2560 อาจปรับขึ้นได้ไม่มากนักเพราะกำไรบริษัทจดทะเบียนจะโตในระดับเพียง 5% หรือทำได้ 9 แสนล้านบาท จากปี 2559 ที่คาดว่าจะทำได้ 8.7 แสนล้านบาท โดยคาดว่าดัชนีในปี 2560 จะแกว่งตัวอยู่ในกรอบ 1,392-1,650 จุด

สำหรับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในปี 2560 นั้น ตลาดโดยรวมมองว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างน้อย 2-3 ครั้ง ซึ่งโดยปกติแล้วเมื่อสหรัฐ ปรับขึ้นดอกเบี้ย ธนาคารกลางของประเทศอื่นจะปรับขึ้นตาม แต่ในครั้งนี้อาจไม่เป็นเช่นนั้น เนื่องจากธนาคารกลางอื่นๆ ในยุโรป และประเทศญี่ปุ่น อาจเดินหน้ามาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ต่อเนื่อง เพราะต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ ดังนั้น การที่เฟดขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้อาจไม่ทำให้ประเทศอื่นปรับขึ้นดอกเบี้ยตาม อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทยอาจเห็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในช่วงกลางปี 2560 เป็นต้นไป ซึ่งจะเกิดขึ้นหลังเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยไปแล้วระยะหนึ่ง ทั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้ไทยได้รับผลกระทบกับกระแสเงินทุนไหลออกมากนัก

ในส่วนของตลาดหุ้นนั้น การที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในช่วงขาขึ้น จะเป็นผลลบ แต่ในด้านบวกยังมีอยู่ เพราะในระยะสั้นการที่เฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยจะทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า บาทอ่อนค่าลง เป็นบวกกับบริษัทที่ประกอบธุรกิจขายสินค้า โดยมีสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นรายได้หลัก คือ จะมีผลบวกต่อบัญชี อีกกลุ่มหนึ่ง คือ ธนาคารพาณิชย์ เพราะจะมีส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่ดีขึ้น แต่ประเมินว่ากลุ่มธนาคารอาจขึ้นได้ไม่มาก เพราะมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) กดดันอยู่ อีกทั้งมีธุรกิจใหม่อย่างฟินเทคเข้ามาแย่งกลุ่มลูกค้า

อีกหนึ่งหลักทรัพย์ที่น่าสนใจลงทุน คือ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน กองทุนอสังหาริมทรัพย์ และกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (รีท) เป็นอีกสินทรัพย์ที่น่าลงทุน เพราะนักลงทุนจะเริ่มเทขายรับอัตราดอกเบี้ยที่ปรับขึ้นทำให้ราคาของหน่วยลงทุนปรับลดลง ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนสูงขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่สิ่งที่ต้องพิจารณา คือ กองทุนนั้นต้องให้อัตราผลิตอบแทนไม่ต่ำกว่า 6% และมีกระแสเงินสดที่มาจากรายรับแข็งแรง ไม่หวั่นไหวไปตามอัตราดอกเบี้ย อีกทั้งกองทุนนั้นต้องไม่มีภาระดอกเบี้ยหรือต้นทุนการกู้ยืมมากนัก

ดบ.ขาขึ้นกระทบตราสารหนี้

สำหรับตลาดตราสารหนี้จะเห็นได้ว่าที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากแนวโน้มปรับขึ้นดอกเบี้ยไปบ้างแล้ว เพราะอัตราผลตอบแทนจะผูกพันไปกับอัตราดอกเบี้ยในท้องตลาด จากปีที่ผ่านมาเป็นปีทองของตลาดตราสารหนี้อย่างแท้จริง ขณะที่ราคาทองคำจะได้รับผลกระทบจากดอลลาร์แข็งค่า และความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยลดลง เพราะนักลงทุนต่างมองว่าเศรษฐกิจของประเทศต่างๆจะเริ่มดีขึ้น อีกทั้งธนาคารกลางของประเทศต่างๆจะถือครองทองคำลดลง เพราะดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มแข็งค่าและน่าถือครองมากกว่า จึงสรุปได้ว่าอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นจะเป็นผลลบทั้งตลาดตราสารหนี้ ทองคำ รวมทั้งตลาดหุ้นในระยะยาว

ด้านนายอิสระ บุญยัง กรรมการผู้จัดการ บริษัท กานดา พร๊อพเพอร์ตี้ จำกัด มองแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยในปี 2560 ที่มีผลต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ว่า ก่อนอื่นจะต้องย้อนกลับไปเล่าถึงตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2559 ก่อน โดยคาดว่ายอดการเปิดตัวโครงการใหม่ในกรุงเทพฯและปริมณฑลลดลง 10% เมื่อเทียบกับปี 2558 ที่ผ่านมา โดยเฉพาะยอดการเปิดโครงการคอนโดมิเนียมที่มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 สะท้อนให้เห็นการปรับตัวของผู้ประกอบการ คาดว่าผู้ประกอบการจะระมัดระวังและปรับตัวต่อเนื่องในปีนี้

ขณะเดียวกันมองว่า แม้เฟดจะปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นบ้าง แต่ปัจจัยเศรษฐกิจโดยรวมยังถูกดดัน จึงทำให้อัตราดอกเบี้ยในไทยจะไม่ปรับตัวสูงขึ้นมากนัก จึงเป็นปัจจัยบวกให้กับผู้ซื้อบ้าน เพราะอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น 1% จะมีผลต่อกำลังซื้อและอัตราการผ่อนประมาณ 6-7% อย่างไรก็ตาม หากดอกเบี้ยจะปรับก็ไม่ได้เป็นแรงกระเพื่อมที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจมาก เพราะคาดว่าจะปรับขึ้นครั้งละ 0.25% ขณะเดียวกันเชื่อว่าสถาบันการเงินยังมีความแข็งแรงพอ ทำให้มีการแข่งขันเรื่องสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยอย่างชัดเจน ต่างจากอดีตที่การให้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยมีเฉพาะสถาบันการเงินของภาครัฐ อาทิ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารออมสิน แต่ปัจจัยได้ขยายตัวไปยังธนาคารเอกชนรายอื่นด้วย จึงถือว่าเป็นปัจจัยบวกสำหรับคนเลือกซื้อที่อยู่อาศัย

“ปีนี้หากเศรษฐกิจดีขึ้น เงินเฟ้อสูงขึ้น ดอกเบี้ยปรับสูงขึ้นก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่ดอกเบี้ยเป็นตัวแปรที่เชื่อว่าเป็นบวก เพราะคาดว่าไม่ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากนัก ต้นทุนของผู้ประกอบการไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก และการลงทุนโครงการใหม่ก็มีความระมัดระวังมากขึ้น เพราฉะนั้นถือว่าการซื้อบ้านในภาวะอย่างนี้ สำหรับคนที่มีความพร้อมและมีกำลังซื้อถือว่าเป็นประโยชน์” นายอิสระระบุ

แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นปีนี้ จะทำให้ตลาดเงินตลาดทุนยังต้องเผชิญกับความผันผวน สิ่งสำคัญ คือ ต้องป้องกันความเสี่ยงเพื่อลดทอนผลกระทบที่จะเกิดขึ้น!!