หน้าแรก เศรษฐกิจ ขร. โอด พ.ร.บ...

ขร. โอด พ.ร.บ.รางฯ ส่อแวววืดต้องเสนอใหม่ หลังจัดตั้ง รบ. ไม่ทันตามกรอบที่กำหนด คาดดีเลย์จากแผนฯ 1 ปี

28.08.23 | 14:57 น.

ขร. โอด พ.ร.บ.รางฯ ส่อแวววืดต้องเสนอใหม่ หลังจัดตั้ง รบ. ไม่ทันตามกรอบที่กำหนด คาดดีเลย์จากแผนฯ 1 ปี

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ที่โรงแรมอมารี วอเตอร์เกท กรุงเทพฯ นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง (ขร.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงานสัมมนาโครงการศึกษา ออกแบบ และพัฒนาระบบฐานข้อมูลผู้ประกอบการและการออกใบอนุญาตด้านการขนส่งทางรางผ่านระบบดิจิทัล (e-License R) ครั้งที่ 3 ว่า สัมมนาครั้งนี้ถือเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนนำไปประกอบการจัดทำใบอนุญาตการขนส่งทางราง เพื่อกำกับดูแลให้ผู้ประกอบการทุกรายมีมาตรฐานเดียวกัน กรมจึงได้เตรียมความพร้อมในการออกใบอนุญาตประกอบกิจการขนส่งทางราง ใบอนุญาตผู้ประจำหน้าที่ และการจดทะเบียนรถขนส่งทางราง สอดคล้องตามร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การขนส่งทางราง พ.ศ. … ซึ่งจะส่งผลดีทำให้เกิดความปลอดภัยในการใช้บริการระบบรางมากยิ่งขึ้น

นายพิเชฐกล่าวอีกว่า กรมได้ดำเนินการรวบรวมสถิติโดยปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ประกอบกิจการของรัฐ ผู้รับสัมปทานหรือสัญญาจำนวน 8 ราย มีพนักงานขับรถไฟประมาณ 2,236 คน มีรถขนส่งทางรางประมาณ 10,266 คัน ซึ่งตัวเลขจำนวนพนักงานขับและตัวรถนั้นไม่เพียงพอต่อการให้บริการในปัจจุบัน และในอนาคตจะยิ่งต้องการมากขึ้นอีก เพราะจะมีประชาชนให้มาใช้บริการมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการเพิ่มรถขนส่งทางรางและบุคลากร แต่เพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่ผู้โดยสารและการกำกับดูแลระบบขนส่งทางรางให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน จึงจำเป็นต้องมีการออกใบอนุญาตประเภทต่างๆ ที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยกำหนดมาตรฐานเบื้องต้นในระบบราง

นายพิเชฐกล่าวอีกว่า ทั้งนี้ ขร.พร้อมดำเนินการออกใบอนุญาตฯทันที เมื่อร่าง พ.ร.บ.การขนส่งทางราง มีผลบังคับใช้ ซึ่งต้องมีการเสนอร่างกฎหมายดังกล่าวให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่พิจารณา เพื่อให้นำร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้กลับมาพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎรต่ออีกครั้ง แต่เบื้องต้นคาดว่าอาจจะเสนอไม่ทันตามกรอบระยะเวลาที่กำหนดไว้ ภายใน 60 วัน หรือครบกำหนดเสนอวาระต่อ ภายในวันที่ 2 กันยายนนี้ เนื่องจากยังจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ไม่แล้วเสร็จ

“หากเป็นเช่นนั้น กรมจะต้องเสนอเรื่องเข้า ครม.ใหม่ทั้งหมด หลังจากนั้นเสนอเรื่องไปกฤษฎีกาเพื่อดูร่างรายละเอียดข้อกฎหมาย ก่อนนำเรื่องกลับไปที่ ครม. เพื่อเข้าสภา เพื่อโหวตวาระที่ 1 จากนั้น คณะกรรมาธิการ (กมธ.) จะเป็นผู้พิจารณา ก่อนโหวตวาระที่ 2-3 ต่อไป ซึ่งคาดว่าจะประกาศใช้ พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวล่าช้าไป 1 ปี จากเดิมคาดว่าจะประกาศใช้ได้สิ้นปี 2566” นายพิเชฐกล่าว

Advertisement

นายพิเชฐกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม รายละเอียดใบอนุญาตประกอบกิจการรางเพื่อการขนส่งนั้น ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ประกอบกิจการของรัฐ ผู้รับสัมปทานหรือสัญญาจำนวน 8 ราย ใบอนุญาตมีอายุ 30 ปี ส่วนใบอนุญาตขับรถสาธารณะ จะออกให้กับผู้ที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไป โดยใบอนุญาตมีอายุ 5 ปี ส่วนใบอนุญาตสำหรับรถขนส่งทางราง ซึ่งผู้ประกอบการต้องนำข้อมูล อาทิ รถไฟ รถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง มีตู้กี่ตู้ มาจดทะเบียนทั้งหมด โดยใบอนุญาตมีอายุ 8 ปี ซึ่งผู้ประกอบกิจการขนส่งทางรางและผู้ประจำหน้าที่ ที่มีชื่ออยู่ในระบบไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

นายพิเชฐกล่าวอีกว่า ส่วนผู้ประกอบการและผู้ประจำหน้าที่รายใหม่ ต้องเสียอัตราค่าธรรมเนียม ประกอบด้วย 1.ใบอนุญาตประกอบกิจการรางเพื่อการขนส่ง ฉบับละ 300,000 บาท 2.ใบอนุญาตประกอบกิจการเดินรถขนส่งทางราง ฉบับละ 150,000 บาท 3.ใบอนุญาตประกอบกิจการรางเพื่อการขนส่งและการเดินรถขนส่งทางราง ฉบับละ 450,000 บาท 4.ใบอนุญาตผู้ประจำหน้าที่ ฉบับละ 2,000 บาท 5.หนังสือจดทะเบียนรถขนส่งทางราง ฉบับละ 1,000 บาท และ 6.แผ่นป้ายทะเบียนรถขนส่งทางราง แผ่นละ 1,000 บาท อย่างไรก็ตาม หาก ขร.พบว่าผู้ประกอบการฯ พนักงานขับรถ และรถขนส่งทางราง ไม่มีใบอนุญาต ปลอมแปลงใบอนุญาต หรือไม่ส่งข้อมูลให้ ขร.ตรวจสอบ จะมีบทลงโทษทั้งจำและปรับ

ทั้งนี้ ผู้ขอใบอนุญาตฯ จะต้องยื่นขอใบอนุญาตฯผ่านเว็บไซต์ https://elicens.drt.go.th/ เพื่อลงทะเบียน โดย e-License R จะเชื่อมโยงกับระบบของ 2 หน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ ระบบยืนยันตัวบุคคลกลาง (e-Authentication) ของสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล และระบบรับชำระเงินกลางของบริการภาครัฐ ของกรมบัญชีกลาง เพื่อความปลอดภัยในการใช้งาน และสะดวกในการเข้าใช้บริการ โดบใบอนุญาตฯที่ออกให้นั้นจะเป็นใบอนุญาตฯอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสามารถดูได้ผ่านแอพพลิเคชั่น DRT

“e-License R จะทำให้ ขร.สามารถรวบรวมฐานข้อมูลผู้ที่มีศักยภาพ รถที่มีมาตรฐาน และอนาคตเมื่อมีผู้ประกอบการรายใหม่ๆ ก็สามารถมีบุคลากร หรือรถพร้อมทำงานในระบบราง และการออกใบอนุญาตขนส่งทางรางผ่านระบบดิจิทัล เป็นหนึ่งในแผนงาน ขร.ที่มุ่งมั่นส่งเสริมการพัฒนาระบบขนส่งทางรางให้มีความทันสมัย ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ประชาชนมั่นใจในการเดินทางด้วยระบบขนส่งทางรางต่อไป” นายพิเชฐกล่าว